วันเดียวกับที่เล่าเรื่องเนคเทค มีรุ่นพี่ท่านหนึ่งในวงการ OpenSource แวะมาคุยด้วย
ว่าทำอย่างไร OpenSource ถึงจะได้รับการยอมรับในองค์กรใหญ่ๆ เช่น องค์กรรัฐ
เพราะ พอเป็นหน่วยงานรัฐ ก็จะเจอคำพูดทำนอง "ไปซื้อ Enterprise Software มาดีกว่า"
...

นอกจากนี้ คุณพี่ยังกรุณา เอางานวิจัย จากสองมหาลัยมาให้ผมอ่าน
ทั้งสองงาน วิจัยไปสองเรื่อง แต่สรุปออกมาว่า อย่าใช้เลย OpenSource
ซื้อ Package เอาเหอะ ...

เอาล่ะ ก่อนจะอ่านบรรทัดต่อไป ขอให้ท่านผู้อ่านหลับตาพิจารณาก่อน
ว่าไอ้ที่อยู่ข้างบ้านโน่น มีอะไรผิดๆ แปลกๆ อยู่สักอย่าง มันคืออะไร ?


.
.
.
.
.
.
.
.

ว่ากันต่อเลยละกัน

ท้าวความเรื่องที่สอง ...

เมื่อชาติปางก่อน นานมากแล้ว จำวันเวลาที่แน่นอนไม่ได้
ได้นั่งคุยกับเพื่อนสมัยประถมที่ตอนนี้รับงานทำซอฟแวร์ ให้องค์กร ขนาดเล็ก
คุยกันเรื่องต้นทุน การบริหารงาน และการพัฒนาระบบ

ท่อนหนึ่งที่เพื่อนเล่าให้ฟังคือ

" ... เห้ย ไม่มีอะไรมาก งานก็ไม่ยาก ลูกค้าอยากได้อะไร ก็ไป search จากเนทเอา
แล้วเอามา config ติดตั้งให้เขา แล้วเก็บค่าบริการไปเรื่อยๆ ต้นทุนก็ต่ำ"

ฟังดูก็เหมือนการนำ OpenSource ไปใช้ในงานทั่วไปแต่มันต้องมีอะไรผิดแน่ๆ อ่านแล้ว
มันทะแม่งๆ ใช่ไหมครับ

เชิญหลับตานึกว่ามันผิดยังไง อีกรอบครับ  ลืมตามาคราวหน้า ตาผมแล้ว



..
.
.
.
.
.


โอเค จะบ่นล่ะนะ

OpenSource มันจะประสบปัญหาไม่ได้รับการยอมรับอยู่เสมอๆ ขนาดภาษาที่ไม่คุ้นเคย
ยังมีปัญหาในการ introduce แม้แต่ธนาคารที่ผมทำงานอยู่ กว่าจะเข็น Python เข้าไปใช้ได้ นี่รากเลือดเลยทีเดียว

เรื่องที่ผมเล่าสองเรื่องข้างต้น ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่จริงๆแล้ว
ต้นตอของการไม่ได้รับการยอมรับ จริงๆ มาจากคนอย่างเพื่อนผมนี่เอง

คือ OpenSource มันมีเหลือบไรเกาะกินอยู่มากเกินไปครับ
และมันนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่า OpenSource นั้นไม่มีทางสนอง need ของ
องค์กรระดับใหญ่ๆได้ ทำให้ผู้ใหญ่เข้าใจผิดหนักเข้าไปใหญ่
ว่าถ้าจะทำ software ขนาด enterprise ยังไงก็ต้องซื้อ package
เพราะ OpenSource ไม่ได้ตอบโจทย์

จริงๆแล้ว OpenSource ไม่ได้หมายถึงซอฟแวร์ขนาดเล็กเลย
จะทำซอฟแวร์ใหญ่ๆ ก็ได้ เพราะ OpenSource ไม่เคยกำหนดขนาดของซอฟแวร์ซะหน่อย
แต่ถ้าถามผมในวันนี้ ผมก็ว่า OpenSource ก็ยังไม่พร้อมจะตอบโจทย์อยู่ดี

สาเหตุ ?

ก็ดูที่เพื่อนผมพูดออกมาสิครับ
เอา OpenSource ไป config หาเงินใช้
แล้ว contribute อะไรกลับมาบ้าง ? อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะ
contribute กลับมาว่า เอาไปทำอะไร พบปัญหาอะไรบ้าง และ พัฒนาส่วนไหน
เพื่อตอบโจทย์อะไร เพื่อให้มีองค์ความรู้แบบ บูรณาการ

ลองคิดดูถ้าใครๆ ก็ทำแบบ เพื่อนผม องค์ความรู้ ต่างๆ ก็เจอทางตัน
module ที่เป็น opensource มันก็กองอยู่ที่เดิม ใครคิดว่าหยิบอะไรไปประกอบกันได้ ก็ทำ
ประกอบเสร็จก็เงียบ ไอ้คนมาทีหลัง ก็คลำ ต่อ หยิบโน่นหยิบนี่ไปประกอบต่อ แล้วก็กองทิ้งไว้
ชาติไหนมันจะพัฒนา ถ้าเจอแต่คนแบบนี้

แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ เพราะมนุษย์มันเห็นแก่ตัวอยู่แล้ว
แล้วเราจะทำอย่างไร เพื่อขับเคลื่อนสังคมที่มีคนเห็นแก่ตัว ไปสู่เป้าหมายของเรา
เป้าหมายที่ OpenSource สามารถตอบโจทย์องค์กรใหญ่ๆได้ และเป็นที่ยอมรับ

... พักไว้ตรงนี้ก่อน ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง คั่นเวลา ...



วันนี้ผมจะเล่าส่วนหนึ่งของ ระบบ baht-net ให้ฟัง
ระบบนี้ เป็นระบบที่ธนาคารต่างๆ ใช้เคลียร์เงินกันผ่านธนาคารแห่งประเทศไทย
เอาในแง่ logic นะ มันจะมีอะไรได้นักหนา ก็แค่ว่า ...

สมมติ วันนี้ กสิกร ต้องจ่าย แบงค์กรุงเทพ หมื่นล้าน
กรุงเทพ จ่าย กสิกร หมื่นสองพันล้าน

งั้นเบ็ดเสร็จ ก็เอาเงิน กรุงเทพ ให้กสิกร สองพันล้าน

โหย โคตรง่าย ให้เด็ก ม.6 เขียนก็ได้มั้ง โปรแกรมแบบนี้
รันด้วย notebook ที่บ้านก็พอหนิ

ถ้าเอาแค่ logic ที่ว่ามันก็ได้แหละครับ แต่คำถามคือ
คุณจะพิสูจน์ได้ยังไงว่า ไอ้ offset สองพันล้านนั่น คำนวนมาถูก
และที่ตัวเลขเยอะๆ transaction ย่อย มากๆ รายละเอียดปลีกย่อย บางอย่าง
จะสร้าง error ขึ้นได้ การเคลียร์เรื่อง precision  นั้นต้องทำโดยคิดเสมอว่า
ไอ้บรรทัดก่อนหน้าเรา มันเขียนมาผิด เราจะล้าง error นั้นอย่างไร

และนอกจากนี้ การ gaurantee delivery ของข้อมูลที่ส่งไปมาในระบบ
คุณจะควบคุมอย่างไร

ถ้าระบบล่ม จะเชื่อได้ยังไงว่า restart กลับมา ข้อมูลไม่หาย
และทำงานต่อจากเดิมได้ทันที

บลาๆๆ อื่นๆอีกมากมาย

เหล่านี้ต่างหากที่ทำให้มันใหญ่ และ หนา หนัก จนต้องใช้เครื่อง server โตๆ ทำการประมวลผล

ทีนี้ ถ้าสมมติวันนึง แบงค์ชาติ บอกว่า "เอาล่ะ โละระบบ แล้วซื้อใหม่กันเถอะ"
แน่นอน ว่าเหล่ามนุษย์ OpenSource ก็จะเห็นว่า ระบบแบบนี้ เราก็ให้บริการได้
จะให้ประเทศชาติเสียเงินมหาศาลไปซื้อ package มาทำไม
แน่นอนครับ ท่านคงนึกออก ถ้าสมมติว่าปล่อยให้ชาว OpenSource เข้าไปทำ
โอกาสสำเร็จมันก็มี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานว่าคนที่เข้าไป พัฒนานั้น ต้องมีความรู้
เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องคำนึงถึงทั้งหมด อย่างที่ผม บลาๆๆ อยู่ข้างบน

แล้วผมถามหน่อยว่า ... มีไหม ? องค์ความรู้ ที่รวมรวมไว้ในโลก OpenSource
ว่าถ้าจะ implement ระบบด้านการเงิน มันต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ?
พอเจอโจทย์นี้ เราก็จะเริ่มถาม อาจารย์กู้ (google)
ก็จะเริ่มเจอ IFX ( financial xml standard แบบนึง)
เจอ 8583 (ATM message) และเจออื่นๆอีกมากมาย อ่านไปก็มึนไป
กว่าจะรวมรวมข้อมูล พร้อมจะลงมือพัฒนา เขาก็ซื้อ package ต่างชาติไปแล้วเรียบร้อย ...

หมดนี่ เริ่มจาก มีคนแบบเพื่อนผมข้างบนโน่นอยู่เยอะนี่เอง แค่นี้จริงๆ

.....

กลับมาเรื่อง OpenSource

ทางแก้ ?

เรามีทั้ง SIPA และ Nectec อยู่ กลัวอะไร
ก็สร้างโครงการในการ บูรณาการความรู้ของ OpenSource สิครับ

ผมถามว่า gaurantee message delivery ทำไมจะไม่มีใน OpenSource
ระบบ multi processing , grid , clustering ที่จะทำให้ระบบ scalable ก็มีหมด
การล้าง precision ในการคำนวนต่างๆ ก็มีคนทำไว้แล้วทั้งนั้น

จากที่มีหมดนี่ เราเริ่มจาก หยุดครับ
หยุดทำสงครามกับ software package ครับ
เราต้องหยุดยิงกันซะที แล้วหาทางอยู่ร่วมกันครับ

หรือใครคิดว่าวันนี้เราพัฒนาระบบไปแทน SAP ได้ครับ ณ วันนี้ ไม่มีทางจริงๆ
แต่ในทางกลับกัน บริษัทที่ขาย SAP คิดว่าจะพัฒนาระบบต่อขยายเพื่อเชื่อมงานต่างๆ
หรือให้บริการที่ sophicicate ได้ในราคาต่ำ และเวลาสั้น ได้ยังไง

เราเริ่มจากตรงนี้ก่อน  

ในฐานะที่ปรึกษา หรือ คนพัฒนาก็ตาม
ถ้าคุณเจอธนาคาร ที่ต้อง ประมวลผลไฟล์การเงินให้ลูกค้า เพื่อทำ settlement หรือ clearing ให้
แต่ลูกค้าของธนาคารใช้ SAP ...
คุณจะ

1> บอกให้ ลูกค้าเลิกใช้ SAP ?

2> บอกธนาคารให้ไปซื้อ SAP มา 1 ชุด เพื่อจะได้เชื่อมข้อมูลมา และเขียน อาบับ คำนวน ?

หรือคุณจะบอกว่า

3> ก็เอา open source module สำหรับเชื่อม RFC ของ SAP มาพัฒนา เป็น connector แล้วไปดึงข้อมูลมา
จะได้ประมวลผลต่อด้วยระบบอื่นของธนาคาร

จากตรงนี้ เราก็จะได้องค์ความรู้เกื่ยวกับการรับส่งข้อมูลกับ SAP module
และจากโครงการ เราก็จะเห็น business logic ใน SAP
และในขณะเดียวกัน เราก็จะเรียนรู้การออกแบบ ระบบรับส่ง message ที่ดี
ส่งแล้ว ข้อมูลไม่หาย เกิด error ระหว่างส่ง ก็ทำ correction ได้

หากมีการรวบรวมที่ดี เราก็จะเริ่มสร้าง module ที่ลุกลามไปทดแทนได้ลึกขึ้นเรื่อยๆ
จนวันนึงเราจะมีระบบ enterprise software ที่เป็น opensource ก็ได้

แน่นอนว่า ไอ้เรื่องพรรค์นี้ มันต้องมีหัวเรือใหญ่
SIPA กับ Nectec ก็รับไปทำหน่อยละกันนะครับ

ตั้งหัวเรือไป จะในโลก financial หรือ embeded system หรือ HR
อะไรก็ได้ ไปกันให้สุดโลกไปเลย แล้วรวบรวมองค์ความรู้ระหว่างพัฒนาโครงการ
สร้างเป็น ฐานข้อมูล ที่มันใช้งานได้หน่อย เริ่มจาก การเชื่อมต่อกับระบบ package แพงๆต่างๆ
ก่อนเมื่อได้ความรู้ ในการเชื่อมต่อ ก็ค่อยเริ่มดู business logic ของระบบนั้นๆ
แล้วค่อยๆ พัฒนาทดแทนเข้าไป จนกว่าจะได้ระบบเต็มใบออกมา

โครงการแรก อาจจะไม่รุ่งเท่าไหร่ แต่ก็ขอให้ทำต่อไป อีกสัก สองสาม โครงการ
อย่าเพิ่งหยุด ความสำเร็จเป็นกระบวนการไม่ใช่เหตุการณ์

เด็กมาอายุสามขวบ ก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไรหนิครับ แต่ถ้าเราให้โอกาสเขาเติบโต
เขาก็ทาสีบ้านได้ เขียนโปรแกรมได้ เป็นนักบินอวกาศได้ แล้วแต่โอกาสที่เราให้เขา

การยอมรับนั้นมันต้องใช้เวลา ระหว่างนี้ เราก็ค่อยๆเชื่อม ค่อยๆทำไป

แต่ก่อนอื่น เราต้องหยุดยิงกันก่อนครับ แล้วเริ่มยอมรับปรองดองกัน

เลิกพยายาม convert อีกฝ่าย แต่หาทางทำระบบให้อยู่ร่วมกันก่อน
เมื่อ OpenSource เริ่มมีที่อยู่ในระบบใหญ่ๆแล้ว จะค่อยๆลามไปให้บริการส่วนอื่นๆต่อไป
ย่อมดีกว่า พยายามให้เขาสร้างระบบใหญ่ๆ ด้วย OpenSource แต่แรกครับ
นอกจากเจอแรงต้านเยอะ และปัญหาด้านความเชื่อมั่นแล้ว
ถ้ามัน fail เพราะเราไม่มีความรู้เฉพาะทางในการ implement ระบบนั้นๆ
มันก็จะพาชื่อ OpenSource ลงเหวลงไปด้วย




ปล. ถึงพี่หมี ... ผมเขียนให้แล้วนะพี่ ผมอาจจะเข้าใจถูกมั่งผิดมั่ง แต่เท่าที่เขียนมา ก็เป็นความเห็นของผม
ว่าทำไม OpenSource ยังไม่ได้รับการยอมรับ และ หนทางที่จะพา OpenSource ไปสู่การยอมรับ


อนึ่ง ผมก็ไม่ใช่คนในวงการ OpenSource นะครับ เขียนไปนี่ก็จากมุมมองอันคับแคบของผม
ที่มองว่า หากระบบใหญ่ๆ ขององค์กรใหญ่ๆ จะยอมรับ OpenSource เข้าไป จะทำอย่างไร
หากพี่น้องในวงการ OpenSource ผ่านมาพบว่าผมเขียนผิด เข้าใจผิดที่ใด ทักท้วงได้ทันทีครับ
ผมยินดีแก้ไข และรับผิด สิ่งที่เขียนผิดไปทุกประการ







อัพ blog สามวันติด  ขอประกาศดอง สักระยะ หมดแรง ...




Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โลมาบ่นถึง ตะกอน..Hot!

#1 By rico on 2009-01-19 15:08

อ่านจนจบ แต่เชื่อว่า มีหลายคนอ่านแล้วไม่เข้าใจแหงๆsad smile

เรื่องพวกนี้มันละเอียดอ่อนเนอะHot!

#2 By cg on 2009-01-19 15:23

มีศัพท์หลายคำไม่รู้จัก แต่เข้าใจเนื้อความแหะ
ก็คงมีบ้างที่บ.ใหญ่ๆเห็นว่า ถ้ามานั่งพัฒนาเอง มันคงเสียเวลาด้วยกระมั้ง เวลาเป็นเงินเป็นทองนิเนอะ แต่ก็เห็นด้วยว่ามันไม่ค่อยยั่งยืนเอาซะเลย
โดยส่วนตัว ที่บริษัทเราใช้งานด้วยโปรแกรมเขียนเองอ่ะแหละ ตรงเป้าตรงความต้องการของบริษัทที่ซู้ด cry Hot!

#3 By Ellebazi on 2009-01-19 15:35

พูดตรงๆว่าเราเพิ่งรู้จัก OpenSource จากหนังสือ The World is Flat ที่หนาขนาดพจนานุกรม

แต่เรามีความเข้าใจว่า OpenSource คือการให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกาีรพัฒนา มีพื้นฐานให้แล้วไปต่อยอดเอาเอง ซึ่งมันก็อาจจะเกิดโปรแกรม 1.1 1.2 ... 2.5 บลาๆๆ โดยมีฐานมาจากโปรแกรม 1

เราก็ไม่รู้ว่ามันจะมีปัญหาแบบไมโครซอร์ฟ 2007 ที่ไฟล์มันเป็น .docx แล้วทะลึ่งเปิดไม่ได้กับ 2003 เพราะมี x มาเืพิ่มแค่ตัวเดียวไหม ขนาดไมโครซอร์ฟคิดคนเดียวนะนั่น!!!

เพราะอะไรๆคนสร้างไม่ซ้ำกัน ต่อให้ทำประโยชน์แบบเดียวกัน แต่มันก็ต้องแตกต่างกันอยู่ดีนี่แหล่ะปัญหา

ไปนึกถึงตอนดูงานที่ไทยคม เค้าบอกว่าส่งสัญญาณไปทั่วโลกได้ แต่ต้องอาศัยการสะท้อนกลับจากผิวโลก แล้วแปรสัญญาณไปตามดาวเทียมของแต่ละทวีป ซึ่งมีลักษณะกระดอนขึ้นลงๆหลายครั้งกว่าจะรอบโลก เราก็ถามด้วยความไม่รู้ตรงๆว่า ทำไมไม่ส่งให้กับดาวเทียมตัว-ตัว ผ่านโดยตรงล่ะ ไม่ต้องขึ้นลง แถมสัญญาณน่าจะไวกว่าด้วย
คำตอบ "ไม่ได้ค่ะ มันคนละระบบกัน" sad smile

น่าทำให้เป็นกลางจังเนอะ Hot!

แล้วไงล่ะ ซื้อ Package ก็ซื้อกันคนละเจ้าอีกสินะ ?

#4 By Aklare on 2009-01-19 15:47

Hot!

#5 By POJ on 2009-01-19 19:27

แกพิมพ์มาในมุมมองของคนที่ใช้งานคอมพิวเตอร์ชั้นสูงได้

อย่าลืมว่าแกต้องคิดถึงหัวอกคนใช้งานระดับล่างด้วย แล้วอีกอย่างคือการใช้งาน software enterprise มันฝังรากลึกมาตั้งแต่ในระดับการศึกษาของประเทศชาติแล้ว

โดยเฉพาะกับยูสเซอร์ทั่วๆไป (พวกนักเรียนนักศึกษา เจ้าของบริษัท พนักงานบัญชี พนักงานทั่วไป คนออกแบบ คนประเมินราคา พ่อบ้านแม่บ้าน เสมียนโกดัง)

ยกตัวอย่างค่ายโปรแกรมกับยูเซอร์ไทย โดยมีชุดโปรแกรมออฟฟิสเป็นตัวอย่าง
คนมันเรียนในประถมมาด้วย Microsoft มันก็ต้องเรียนต่อมัธยมด้วย Microsoft และต่อมหาลัยด้วย Microsoft และทำงานด้วย Microsoft จากนั้นก็ถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังด้วย Microsoft สุดท้ายมันก็จะเป็นวงจรอุบาว์ทของ Microsoft ที่วนเวียนต่อๆกันไป

และคนพวกนี้จะติดอยู่กับ interface เดิมๆ process เดิมๆ ฯลฯเดิมๆ และสุดท้ายก็จะไปจบด้วยการล๊อคคอไม่ให้ไปไหนด้วย file type หรือ นามสกุลไฟล์... ทุกวันนี้สำนักงานองค์กรต่างๆเป็นทาส .doc .xls .ppt ถ้าองค์กรไหนมีเงินก็จะมี x พ่วงท้ายนามสกุล

จะลอก function ต่างๆมาลง open source ไม่ได้แน่นอนเพราะติด license ทำให้โปรแกรม open source ทำงานร่วมกับพวก enterprise ลำบากมากขึ้น

ถ้าแกอยากเห็น open source เจริญก้าวหน้า แกต้องพยายามฝังราก open source ลงในยูสเซอร์ตั้งแต่เริ่มใช้งาน..... จะฝังรากยังไงนั้นก็ดูที่วงจรอุบาว์ทล่ะกัน


เขียนแค่นี้พอHot!

#6 By tenshi on 2009-01-19 19:54

เออ ลืมพิมพ์ไปว่า... เห็นด้วยกับวิธีการหยุดยิงกันก่อน เพราะการหันหน้าเข้าหากันสามารถวัดกันถึงความแข็งแกร่งได้เหมือนกัน ว่า open source จะทำตัวเป็นไวรัสแทรกซึมเข้าสู่ระบบการทำงานส่วนใหญ่ได้หรือไม่ และถ้าแทรกได้จะพัฒนาจากไวรัสมาเป็นพาหะได้หรือไม่ จากนั้นจะพัฒนาตัวเองต่อไปยังไง

#7 By tenshi on 2009-01-19 20:01

อ่านจบ อืม อ่านยากเหมือนกันนะ sad smile แต่พอเข้าใจแนวทาง...

Hot! แด่ opensource

#8 By Silver on 2009-01-19 21:23

ที่ผมเจอปัญหา ในที่ทำงาน เรื่อง opensource vs enterprise software คือ

เรื่องของ การ support หลังการใช้งาน (ขาย)
ทีม IT ที่ดูแลระบบ เขากลัวว่า ถ้าเป็น Opensource แล้วเวลามีปัญหา จะไม่มีคนช่วยเขา ค้นหาว่าปัญหาจริงๆ มันเกิดขึ้นที่ใด ไม่รู้จะไปพึ่งใคร

ผลสุดท้าย อะไรๆ ก็เลยลงเอยที่

BEA Web Logic, Oracle ทั้งๆที่บางงานมัน แค่
MySQL, Apache ก็เอาอยู่.....

PS. MySQL ตอนนี้เขายอมรับแล้ว เพราะถูก SUN ซื้อไป มี support แล้วสบาย อูรา~~... กำไรที่ได้กลับมาจาก service ยังไม่รู้จะคุ้มค่า support รายปีหรือเปล่าเลย ผมล่ะงง.....

#9 By gomora on 2009-01-19 22:27

Hot! Hot! Hot!
= =; ความงกไม่เข้าใครออกใครนะโล sad smile แม้กระทั่งองค์กรขนาดใหญ่ ก็ไม่เว้น

#10 By RayOn on 2009-01-20 02:37

อืมม น่าคิดมากก การจะไม่ให้คนเราเห็นแก่ตัวนั้นยาก

#11 By IQ Detective on 2009-01-20 13:39

อ่านไม่จบคับ sad smile

#12 By ilumin on 2009-01-20 16:10

ต้องค่อยๆปลูกฝังกันล่ะครับ หักดิบทันทีคงไม่ได้ ค่อยๆเทรน ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป

พนักงานระดับที่ใช้ไม่เป็น มาถึงป้อนๆพวก sudo , getch ...บูๆๆๆๆ เวียนหัวตายเลย

ก็ขนาดผมที่เรียนคอมยังขี้เกียจใช้ Linux เลย..= =!
ชอบเครื่องมือที่มันสะดวกน่ะนะ
พักหลังมาก็เห็นโปรแกรมที่เป็น opensource ใช้งานในองค์กรมากขึ้น แล้วก็ interface ค่อนข้างคล้ายกับของ enterprise ทำให้ใช้ง่ายขึ้น โดยที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง

ต้องขอขอบคุณผู้คิดค้นและพัฒนา opensource ที่เหลือต่อจากนี้ก็คงต้องเป็นการมีจริยธรรมของนักพัฒนา ที่จะช่วยต่อยอดทำให้เกิดการพัฒนาอย่างจริงๆจังๆ

ค่ะ

#16 By sueshi (118.173.76.47) on 2009-01-21 21:21

พี่ ๆ ผมอ่านไม่รู้เรื่อง แต่พอรู้จุดประสงค์นะพี่ ^^

ตอนนี้เริ่มอยากรู้หลายๆเรื่อง เดี๋ยวลองถามอาจารย์กู้ดู

ปล.คอมเม้นท์น้อยเกิน ขนาดเป็น Hot สงสัยสาระยาวไป หุๆ ปวงประชาไม่ค่อยชอบ อิๆ

#17 By sansanae on 2009-01-22 00:24

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ให้ 5 ดาวเลยละกัน ผมก็คนนึงล่ะที่อยากพัฒนา Open Source แต่เจอทางตัน ทั้งจากด้านบน และ จากรอบข้าง ด้านบนก็อยากได้เร็วๆไม่ต้องการเสียเวลา
รอบข้างก็ไม่ยอม Share Info แล้วมันจะพัฒนาได้ไง ....

ปัญหาเล็กๆต่อมาคือความ Bias ใน ORG มากกว่า
ผมเจอมาทั้ง แบบ 100% non MS มาแล้ว แบบว่า จะเกลียดอะไรนักหนา จนยัน พวกที่ต้อง Enterprise Only ทั้งๆที่เอ็งไม่ได้เป็น Gold / Silver Partner ซะหน่อย ยังกะพวก ตั้งข้อรังเกียจ แดง - เหลือง ใน สารขัณท์แลนด์ / ไพร่แลนด์ งั้นแหละ ให้ตายสิ

ps. ขออภัยสำหรับคอมเม้นที่ไม่ค่อยสุภาพนัก

#18 By Jammaster X on 2009-01-22 11:03