วันก่อนได้มีโอกาสได้คุยกับ ผู้ใหญ่ที่เนคเทค (ขออุบตำแหน่งและฝ่ายงานละกัน)
เกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลอนุมัติงบ แจกไปยังหน่วยงานต่างๆ
ให้ช่วยเอาไปสร้างงานและแจกจ่ายให้เงินมันหมุนเวียนหน่อย
แน่นอนว่า Nectec ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่จะมีงบมาสร้างงาน หมุนเงินกะเขาด้วย
ก็เลยได้มีโอกาสไปเสวนาออกไอเดียกับเขาหน่อยนึง และคงได้มีโอกาสคุยอีก
ใครอ่านจบมีไอเดียอะไรจะฝาก จะนำไปบอกให้ละกัน

วันก่อนที่ไปคุยมาเป็นงบก้อนเล็ก 350 ล้าน เพื่อสร้างงาน
โดยไอเดียรัฐบาลตอนแรกไม่มีอะไร แค่เอาเงิน 350 ล้าน
เอาไปจัดเทรนคน 15,000 คน จาก อบต ทั่วประเทศ
เทรนให้เปิดเครื่องเปิด แสกนไวรัสเป็น เขียน homepage เป็น
ดูและ network อบต ได้

เอาล่ะ อ่านมาถึงบรรทัดนี้ หลายท่านก็จะเริ่มมีความเห็น
บ้างก็เห็นด้วย คนจะได้มีความรู้ มีงานทำ ตำบล จะได้เจริญ
บ้างก็ไม่เห็นด้วย เห็นว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเปล่าๆ
เรียนไปจะได้ใช้เร้อ แถมคนหมื่นห้าพันคน จะเทรนไอ้ที่บอกไว้ จะสำเร็จเร้อ

เอาเป็นว่า ทางเนคเทค ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รับงบมาเอาไปผลาญ ละลายแม่น้ำ
ก็เรียกหาไอเดีย ว่าจริงๆแล้ว ทำอีท่าไหน หรือจะเทรนยังไงให้มันรุ่งเรือง ...

และนี่คือสิ่งที่ผมพูดออกไป ...

... ผมไม่เห็นด้วยกับการเทรนคน หมื่นห้าพันคน จาก อบต ทั่วประเทศ
ให้เขียนเวป, เดิน LAN, แสกนไวรัส และอื่นๆ เป็น เพื่อสร้างอาชีพ
ผมไม่เชื่อว่าจะสำเร็จ, ลองหารดู หัวนึง สองหมื่นนิดๆ จะสอนอะไรได้เท่าไหร่กัน
นี่ต้องจัดที่พักที่อยู่ให้คนทั้งหมดเดินทางมาศูนย์อบรม ค่าสถานที่ ค่าอาจารย์
ค่าผู้ช่วยสอน งบ 350 ล้าน สอนให้ใช้ Office เป็นคล่องๆ อาจจะไม่พอด้วยซ้ำ
นี่ยังไม่นับว่า คนที่จะมาเรียน คิดจะคัดเอาจากคนตกงาน ... แปลว่า อาจจะได้
raw material ที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยมาเรียนก็ได้ ...

แล้วจะทำยังไง ?

... ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผมขอท้าวความให้ท่านทราบว่า ...
เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสได้พบท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี
ท่านได้เล่าให้ฟัง และแสดงให้ดู ถึงความก้าวหน้าอลังการ ของระบบ MIS ของจังหวัด
คุณสามารถเดินไปถามท่านผู้ว่าได้ว่า
"ท่านครับ จังหวัดท่าน มีคนพิการซ้ำซ้อนที่ต้องรับเงินช่วยเหลือกี่คน"
ท่านสามารถตอบได้ และตอบได้แม้กระทั่ง อยู่หมู่บ้านไหน กี่คน
บ้านที่อยู่ ใครเป็นเจ้าของ ลูกหลานอยู่ในจังหวัดหรือไม่ หรือไปทำงาน กทม กันหมด
แถม ถ้าคุณอยากไปเยี่ยม ท่านพิมพ์แผนที่ ให้คุณได้เลย ...

ภาษีโรงเรือน ตำบลไหนจ่ายครบไม่ครบ ราคาประเมินที่ดินตรงไหน ตรว. เท่าไหร่
ผู้ว่าตอบเองได้หมด ไม่ต้องบอกเลขาให้โทรหาผู้ช่วย แล้วให้ผู้ช่วย ไปตามหาคนรับผิดชอบ
แล้วรอเวลา สามวัน เพื่อสรุปเอกสารมาตอบผู้ว่า ให้ผู้ว่ามาตอบคุณ

ผู้ว่าสามารถเปิดคอมตัวเอง แล้วเปิดแผนที่จังหวัด คลิกบ้านใครสักคน
แล้วตอบได้ว่า บ้านนี้มีกี่คน มีปัญหาสุขภาพไหม โฉนดเป็น สปก ที่ทับซ้อนกับที่สงวนหรือไม่
...

ท่านผู้อ่าน อาจจะสงสัย ว่า แล้ว มาเล่าทำไม จะอวดว่าได้เจอผู้ว่า ?
เปล่าครับ -__-'' ไม่ได้อวด แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า

มันมี platform ของจังหวัดครับ มีระบบอันแสนง่าย ให้สาธารณสุขท้องที่เข้ามากรอกข้อมูลของตำบลตัวเอง
มีจอให้ กำนัน มากรอกข้อมูล ลากเส้นแนวแผนที่หมู่บ้าน มีระบบให้หน่วยงานมาอัพเดทข้อมูลภาษี
ระบบเหล่านี้ ใช้งานง่ายมาก มันเป็น platform ที่มี interface ง่ายดาย
ให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามา generate content และ update ข้อมูลหมู่บ้าน
มันเป็น user generated content อย่างแท้จริง

คุณคงไม่คาดหวังว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกคนจะใช้ excel เป็น
และ export data ออกมาเป็น standard format ให้จังหวัดไป consolidate นะครับ
แบบนั้น ต้องใช้งบ ใช้เวลาเท่าไหร่ ไปสอนทุกคนให้ทำเป็น
สิ่งที่จังหวัดทำ ก็แค่สร้าง platform ที่ใช้งานง่ายๆ แล้วตัดงานเอกสารออก ให้กรอกผ่านระบบมาแทน

ผลลัพท์คือ เป็นจังหวัดที่ผู้ว่า รู้ทุกอย่าง จัดการปัญหาได้ว่องไว
ออกโฉนด ก็ไม่ทับที่สงวน หรือ สปก อื่นๆ
ควบคุม งบประมาณเงินช่วยเหลือ คนยากจน และผู้พิการ ต่างๆได้ละเอียด

....

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับไอ้ที่รัฐบาลจะทำ ?

...

ก่อนจะตอบคำถามนั้น เล่าอีกเรื่องก่อนละกัน

... ช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาส ไปคุยงานกับ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น
ได้มีโอกาสสัมผัสระบบบัญชีกลางตัวใหม่ที่กำลัง implement อยู่ตอนนี้
(implement ในที่นี้ แปลว่า พัฒนาเสร็จนานแล้ว และกำลังค่อยๆบังคับใช้)
และเป็นสิ่งที่ผมเห็นว่า ข้าราชการ และหน่วยงานรัฐต่างๆ
เวลาจะออกแบบระบบ หรือ สร้างงาน ควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

... แต่เดิม เวลาเบิกจ่ายงบประมาณท้องถิ่นของตำบล อำเภอต่างๆ
เบิกจ่ายอะไรไป ก็ต้องทำเอกสานเป็นปึกๆ ส่งมาที่ส่วนกลาง
บางที่ไฮโซหน่อยก็ส่งเมล์มา เป็น PDF มั่ง เป็น Excel / Word ก็มี
format ก็ไม่เหมือนกัน เพราะต่างคนต่างทำ แค่มีข้อมูลครบถ้วนตามที่ส่วนกลางต้องการ
ลองนึกภาพ โรงงานนรก ที่มีคนสองร้อยคน เอาเอกสารพวกนี้มานั่งกรอกลงระบบบัญชีสิครับ
นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และทาง สถ. จึงได้ออกมาตรการแก้ไขเรื่องนี้ ด้วยการสร้างระบบ


ถ้าจะแก้เรื่องพวกนี้ ท่านคิดว่า สถ. จะเรียกนายอำเภอ กำนัน มาสอนใช้ excel สอน export ไฟล์
แล้วสอนใช้ internat ส่งข้อมูลมาส่วนกลาง ?  จากนั้นก็ import ข้อมูลเข้าระบบอีกที ?
ไม่ครับ สถ. ไม่ทำอะไรงี่เง่าๆ พรรค์นั้น

อปท. / สถ. ไปไกลกว่านั้นครับ เพราะท่านทราบว่าถ้าจะเทรนไอ้แบบที่ว่าทั่วประเทศ
คำนวนงบประมาณแล้วหลายร้อยล้าน แถมเทรนไป ทำได้มั่งไม่ได้มั่ง

 

ดังนั้นสิ่งที่ทาง สถ. ทำก็คือลงทุน 70 ล้านพอ ...
รวม Hardware / Software / เช่า Data center หมดแล้ว
สร้าง platform กรอก/อนุมัติ/report ของข้อมูลขึ้นมา
แล้วค่อยเรียกทั้งหมดมาสอนวิธีเข้าหน้าจอเบิกจ่าย ซึ่งมันก็ง่ายกว่านั่งสอน access, excel เยอะแยะ
สอนแค่ให้กรอกข้อมูลของตัวเอง สอนทุกคนเรื่องเดียว เหมือนกันทั้งประเทศ
ทุกอย่าง web base, สร้าง infrastructure ที่ scalable ไว้หน่อย

แค่นี้ก็ลดงบประมาณ ลด complexity ลงไปได้มากมาย แถมการขยายผล และติดตามผล ก็ง่ายกว่ามาก
การส่งต่องาน ในกรณีที่คนที่มาเทรน เลื่อนตำแหน่ง มีคนใหม่มาทำแทน ก็ง่ายดาย

วิธีคิดและปฏิบัติ ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย เห็นไหมครับ
ผมดีใจจริงๆที่ประเทศยังมีผู้บริหารดีๆแบบนี้อยู่

....

พิมพ์ๆมาทั้งหมดนี่ ส่วนใหญ่คงเดาออกแล้วว่าผมพูดอะไรไปที่เนคเทค

ครับ  ผมบอกให้เขาตัดงบออกมา สัก 30-50 ล้าน สร้าง platform อะไรสักอย่างที่มีประโยชน์
อาจจะสร้าง platform การเก็บข้อมูล อบต ก็ได้
ให้แต่ละ อบต คอย update ข้อมูลตัวเอง ว่า มีคนเท่าไหร่
ทำธุรกิจอะไรเป็นหลัก เช่นเลี้ยงหมู ปลูกข้าว ทำไร่อ้อย เป็นต้น
ปัญหาใน อบต มีอะไรบ้าง บลาๆๆ
และทำระบบ search ข้อมูลให้ แต่ละ อบต สามารถดึงข้อมูลจากที่อื่นๆ
เช่น ถ้า มีอำเภอนึง เลี้ยงหมู แต่หมูไม่ค่อยอ้วนเลย แถมอ่อนแอด้วย
ก็เข้ามาดูว่า มีที่ไหนเลี้ยงหมูได้ดี ก็จะได้ติดต่อขอความรู้

ปัญหาไหนที่ถูกค้นหามากๆ รัฐบาลก็สามารถรู้ได้ล่วงหน้าก่อนจะมีม๊อป
เช่น เดือนนี้มีคนค้นหาเรื่อง ปุ๋ยสำหรับมังคุด มากๆ ก็จะได้วางมาตรการได้
ก่อนที่จะมีม๊อปไร่มังคุดมากดดันเรื่องราคาปุ๋ย
(ลองเทียบกับที่ google สามารถทำนายว่า จะมีโรคระบาดในบางเมืองได้
เพราะมีการค้นหาข้อมูลโรคเดียวกัน มาจากเขตเมืองเดียวกันจำนวนมาก)

เหล่านี้ ไม่ต้องอาศัยความรู้มากมายในการสร้าง content เลย
แค่พิมพ์เอกสารเป็นก็พอ เทรนง่ายกว่ามากมายนัก

ที่ต้องทำก็คือ ออกแบบ สร้าง platform ขึ้นมาก่อน
แล้วค่อยไปให้ อบต ส่งคนมาเรียนวิธีใช้ platform
เรียนเสร็จ จะจ้างเป็นเจ้าหน้าที่ สถิติ ประจำ อบต อย่างที่อยากจะสร้างงานก็จ้างไป

ดีกว่าเทรนเขียน HTML ไป แล้วต่างคนต่างไปทำเวปเหี่ยวๆ ไม่มีบูรณาการ
ไม่เชื่อมต่อกัน แล้วมันก็ฝ่อไป เงินที่ลงไปก็ไม่เห็นผลอะไรขึ้นมา

ใช้เงินสร้าง platform 3-50 ล้าน แล้วจัดเทรนนิ่ง 300 ล้าน สอนสิ่งที่สอนง่ายๆ
ผมว่า ได้ผลกว่า ใช้เงิน 350 ล้าน จัดเทรนนิ่งในสิ่งสอนยากกว่ามาก
และคาดว่าได้ผลลัพท์น้อย

...

เร็วๆนี้ ก็หวังจะจัดให้ผู้ใหญ่ทั้งสองท่าน จากสองหน่วยงานที่พูดถึง
ได้พบปะ แลกเปลี่ยนมุมมองกัน เพื่อประโยชน์ของชาติ

ส่วนตัวผมก็ยังดีใจนะ ที่ยังมีผู้ใหญ่ที่มองหา วิธีทำงานที่มีประสิทธิภาพให้ประเทศ
ไม่ใช่สักแต่รับนโยบายมา แล้วก็เอาเงินโยนๆ ลงไป ละลายไปกับสายลม

ก็หวังให้ผู้บริหารหน่วยงานต่างๆของประเทศคิดแบบนี้เยอะๆ
ก่อนจะลงมือทำอะไร ลองมองหาทางออกที่เกิดประโยชน์ มีบูรณาการ
และสามารถให้ผลต่อเนื่องได้เยอะๆ อย่าเอาแต่ฟัง vendor ขายของ
ประเทศคงเจริญกว่านี้ได้อีกมาก

...

 หลังจากสนทนา ทางผู้ใหญ่บอกว่า จะนำไปพิจารณาดูว่าทำได้ไหม
แต่ถ้าทำไม่ได้ในโครงการรอบนี้ ก็จะตั้งงบมาทำไอ้ platform ที่ว่าทีหลังให้อยู่ดี
เพราะดูแล้วดีมีประโยชน์

ใครจะฝากอะไรไปบอก ก็บอกไอเดียไว้ได้นะครับ
เร็วนี้คงได้พบทั้งสองท่านอีก เผื่อท่านเห็นเป็นประโยชน์ เอาไปประยุกต์ใช้กับแผนงาน

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไอเดียอื่นยังไม่ตามมา เพราะไอเดียที่อ่านมา สำคัญมากครับ
เพราะตอนนี้เราประสบปัญหา การถ่ายทอดข้อมูลที่เข้าใจง่ายทั้งฝ่ายผู้รับและผู้ส่งสาร ถ้าไม่เจอการถ่ายทอดแบบฟังเข้าใจยาก ก็จะเจอเรื่องเล่าแบบน้ำท่วมทุ่ง
การสร้างแพลทฟอร์มกลางที่ใครๆ ก็สามารถใช้งานได้ เข้าใจได้ด้วยตนเอง เป็นอะไรที่น่าทำก่อนจริงๆ ครับ ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาวได้เห็นๆ

#1 By chubby on 2009-01-17 23:09

Hot! รออ่านตอนต่อไปด้วยใจระึทึก

#2 By Silver on 2009-01-17 23:21

Hot!
ฟังแล้วยังนึกไม่ออกว่า generate content เองแล้วจะจัดระเบียบยังไง
sad smile

#3 By Roticagas on 2009-01-17 23:25

ขอรออ่านต่อก่อนนะ จริงๆแล้ว ข้อมูลบางอันดูแล้วอลังมากแต่อย่างข้อมูลคนพิการเนี่ย ... เอาไปทำไมอ่ะ

แต่ยอมรับว่าเขียน blog อันนี้ได้ยอดมาก


Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By Jammaster X on 2009-01-17 23:28

เอ้า ... ทุกปี ต้องแจกงบให้ท้องถิ่น อุดหนุนคนพิการซ้ำซ้อน และคนชรา ไม่มีรายได้ บลาๆๆ ถ้าไม่มีข้อมูลพวกนี้ จะให้หารเท่า ? บางท้องถิ่นงบเหลือ บางท้องที่ งบไม่พอ ?

#5 By angelsong on 2009-01-17 23:29

เคยอ่านบล็อกนึง เกี่ยวกับโปรแกรมกรอกเกรดของอาจารย์
มัน... นรกชัดๆ (สำหรับคนกรอก)
แอบดีใจเหมือนกันนะเนี่ย
เพราะเคยหมดศรัทธากับระบบราชการไทยไปนานมากแล้ว
ไอเดีย ยังไม่มี แต่บอกตรงๆว่า ดีใจมากค่ะ
อีกอย่างนึง ที่อยากให้คิดแก้ ก็เรื่องเดิมๆล่ะค่ะ คอรัปชั่น งบที่ส่งเบิกไป กับสิ่งที่ชาวบ้านได้ มันแบบว่า ฟ้ากับเหว
ถ้าลิงก์กับฐานข้อมูลภาษีได้ด้วยคงดี จะได้ไม่มีร้านไหนกล้าเขียนใบเสร็จเกินราคาให้พวกนี้
เพื่อประเทศชาติ Hot! Hot!

#7 By rico on 2009-01-17 23:32

อืม... ยังไงดี พูดถึงเรื่องการอบรมให้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นนี่.. ผมว่าไม่น่าเสียงบกันการเทรนด์แบบมโหราญอย่างงี้เลยนะ เหมือนกับการการลงหลักปักฐานใหม่ทั้งๆที่มีทรัพยากรบุคคลพร้อมอยู่แล้ว

ความยัง่ยืน(แบบในฝัน) ที่ผมอยากเห็นจริงๆคือเด็กที่จบจากมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดต้องถูกสอนในเรื่องคอมพิวเตอร์กันมาอยู่มาหรือน้อยเท่านั้น ผู้ที่จบการศึกษากลุ่มนี้ได้กลับไปทำงานที่ถิ่นฐานบ้านเกิดตัวเอง

กระตุ้นทาง อบต. ให้โอกาศหรือเปิดรับคนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ ลดเส้นสาย หรือลดผลประโยชน์เชิงลึกลงไปกว่านี้ ให้เด็กใหม่ๆได้มีโอกาสเข้าไปบ้าง

ก็อาศัยรุ่นใหม่ไฟแรงกับรุ่นลายครามมากประสบการณ์ร่วมมือกัน เทคโนโลยีก็ส่งเด็กไปอบรม ซึ่งโดยมากเท่าที่เห็นมาเด็กใหม่จะเป็นงานได้มากกว่าและไวกว่าลายคราม ก็ให้เขาเรียนมาแล้วเอามาถ่ายทอดที่องค์กรตัวเองอีกที

ผมเห็นด้วยเลยครับเรื่อง platform เดียวกัน
ถ้าเป็นระบบเดียวกันอบรมเหมือนกัน ใช้ได้ในหลายๆสังกัดแล้วมีการเชื่อมโยงกันก็จะเป็นเรื่องดี รวมรวบสถิติดูแนวโน้มต่างๆได้ ง่ายต่อการบริหารครับ(ถ้าทำถึงขั้นนั้นได้น่ะนะ)

#8 By K.W.E. (118.172.104.8) on 2009-01-17 23:34

Hot! Hot! Hot! Hot!
อ่านแล้วงงๆศัพท์เทคนิคอยู่
แต่เอาดาวไปเลย

#9 By JiBi_AI on 2009-01-17 23:35

ระวังงานเข้านะ เหล่าทาสทั้งหลาย sad smile Hot!

#10 By naiamibios on 2009-01-17 23:37

ผู้ว่าจังหวัดต่างๆ และข้าราชการกระทรวงต่างๆ น่าจะไปดูงานที่จังหวัดสุพรรณบุรีก็พอนะ ไม่ต้องไปต่างประเทศไกลๆหรอก เอาเรื่องจัดการข้อมูลในหน่วยงานที่ตัวเองรับผิดชอบให้ดีก่อนค่อยคิดไปดูระบบงานหรือเทคโนโลยีใหม่ๆที่ต่างประเทศ Hot! Hot! Hot!

#11 By Takase on 2009-01-17 23:44

จะให้กำนัล นายอำเภอกรอก excel ส่งข้อมูลเข้าฐานข้อมุลประเทศเนี่ยนะ...

เค้าคิดอะไรกันอยู่เนี่ย...

#12 By Norman Werewolf on 2009-01-17 23:48

work ครับ แนวที่เสนอไปถูกต้องแล้ว หน้าที่ของอบต.จังหวัดไม่ใช่งานที่ต้องมานั่งทำเว็บทำเอกสาร ผมว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังรีบเอางบประมาณออกมาใช้แต่ดันคิดไม่ออกว่าจะใช้ยังไงดี พอเห็นช่องก็โปรยไปหมด...เมื่อไหร่จะมีรัฐบาลที่มีสมองและความรู้กว้างขวางจริงๆซักทีนะ ฮ่วย!!

#13 By Goommy (58.9.178.201) on 2009-01-17 23:54

#8 เราว่า มันจะมีปัญหาตรงระบบอาวุโสนี่ล่ะค่ะ
เพราะผู้ใหญ่หลายๆคน ยอมไม่ได้ และรู้สึกเสียหน้ามากๆ เวลาเด็กสอน ก็อาจจะมีรายการกลั่นแกล้งกันไ้ด้
เคยได้ยินมาเหมือนกัน ที่ไหนจำไม่ได้ เด็กใหม่ บังอาจออกความเห็น
โดนคุณผู้ใหญ่ สวนกลับไป "มีหน้าที่ทำก็ทำไป ไม่ต้องสะเออะมาออกความเห็น"
แป่ววววว sad smile
แบบนี้ไม่ต้องขอก็ให้ Hot!

#15 By welcome.to/WallSky on 2009-01-18 00:09

เห็นด้วยนะครับ แต่กินเวลาอยู่เหมือนกันในการพัฒนา

(เห็นด้วยแต่อยากคิดอีกมุมหนึ่งดู)

ผมขอมองอีกมุมนึงนะ

ต้องตีโจทย์ก่อน รัฐบาลต้องการอะไร

1. เศรษฐกิจแย่ คนไม่มีเงิน
2. ยัดเงินใส่ในกระเป๋า เพื่อให้เงินหมุมเวียน

และผมก็คิดว่า การพัฒนาระบบหนึ่งนั้นนานเหมือนกันนะ
ยิ่งเป็นระบบใหญ่แบบนี้ จะมีกลุ่มพาวเวอร์เยอะ
ไหนจะปัญหา user interface ที่คนใช้งานย่อมงง อยู่เรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าพัฒนาระบบนี้ มันก็ควรจะอยู่คู่กับไทยตลอดไป ไม่ใช่มาแล้วไปในรัฐบาลหน้า ดูอย่างพวกค่ายมือถือ ขนาดมีมือถือตั้งนานมาแล้วในไทย เค้ายังต้องมี call center เพื่อบริการตอบคำถาม

ถ้าระบบนี้ทดลองใช้ได้ใน 6 เดือนทุกจังหวัด มันก็เยี่ยมเลยครับ เกรงจะติดขัดเรื่องต่างๆ คือส่วนของนักพัฒนานี่ไม่กังวล เงินมามาก งานก็เดินมาก แต่จะติดปัญหาทัศนคติของบุคคลที่จะนำงานไปใช้มากกว่า เค้าอาจจะคิดว่าทำไมต้องมาใช้งานโปรแกรมนี้ด้วย มันสบายกว่าเดิมเหรอ ซึ่งเรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลา และยาวนาน จนให้คนรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่คุ้นเคย

ไม่ก็จ้างคนมาดูแล จบเลย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมเห็นว่าจุดประสงค์จริงๆคือเค้าต้องการนำเงินไปใส่ในกระเป๋ากระจายทั่วประเทศ โดยเร็ว โดยให้คนที่รับเงินได้ความรู้ไปบ้าง และไม่คาดหวังว่ามันจะยั่งยืน พูดง่ายๆผักชีโรยหน้าไปก่อน

ผมคิดว่าที่เค้าจะทำคือ กระตุ้นเศรฐกิจครับ.cry

#16 By เอกน้อย on 2009-01-18 00:32



คุณ Norman ... มิใช่ครับ สถ. เห็นแล้วว่าการทำแบบนั้น เป็นไปแทบไม่ได้เลย ต่อให้ได้ ก็เสียเงินและเวลามหาศาล จึงทำเป็น platform ผมแค่มีโอกาสได้ไปพบปะดูงาน และศึกษาการทำงานของกรมเท่านั้น นับเป็นกรมหนึ่งที่ผมเห็นแสงสว่างของประเทศเลยทีเดียว

คุณเอกน้อย ... โจทย์คุณเอกน้อยถูกต้องครับ รัฐบาลต้องการให้เงิน เข้าไปหมุนเวียนในระบบให้ไวที่สุด แต่ก็ต้องทำให้ยั่งยืนที่สุดด้วย หากต้องการเอาไว เอาง่าย มีมาตรการอื่นๆ รองรับแบบทันทีแล้ว เช่นแจก 2000 บาทให้คนเงินเดือนน้อย ปรับนโนบายเงินอุดหนุนผู้สูงอายุ และอื่นๆ ซึ่งเป็นการฉีดเงินเข้ามือประชาชนให้เอาไปใช้จ่ายแบบตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นเม็ดเงินหลายหมื่นล้าน ส่วนงบ 350 ล้านนี้ เป็นงบตั้งต้นเพื่อสร้างความรู้ ไม่ได้เอาเงินใส่มือประชาชน จากนั้น เอาคนที่เทรนแล้วมาจ้างให้เป็น ลูกจ้างรัฐ ทำโน่นทำนี่ ซึ่งก็ต้องใช้งบต่อเนื่องในการจ้างปีละเป็นพันๆล้านบาท ซึ่งการสร้างงานนี้ เป็นสิ่งที่ดี แต่งานที่สร้างขึ้นมาควรจะก่อประโยชน์จริงๆจังกับประเทศ เพราะในเมื่อ ยังไงก็สร้างงานปริมาณ(อัตราตำแหน่ง)เดียวกัน งบประมาณก็ใช้เท่าๆกัน ก็ไม่ควรจะได้ผลลัพท์ที่อีเหละเขะขะ ไปคนละทาง


#17 By angelsong on 2009-01-18 10:13

รออ่านตอนต่อไปนะ confused smile

#18 By โปรแกรมบัญชี (58.9.245.146) on 2009-01-18 13:05

ขอบคุณนะค่ะ

#19 By (58.9.166.184) on 2009-01-18 14:38

ไอเดียที่ดีที่สุด
คือให้โลมาไปเป็นผู้ว่า หรือยึดอำนาจเนคเทคฟ่ะ เอิ้กๆ
ล้อเล่น
อย่างลืมทำระบบที่ว่า แล้วแยกdata baseไว้ดีๆหน่อยละกัน เดี๋ยวโดนยึดแต่hddไป เหมือนพวกนั้นยึดทำเนียบ

#20 By Ellebazi on 2009-01-18 17:45

ลืมไป ขออีกอัน ให้ดาวนะHot!

#21 By Ellebazi on 2009-01-18 17:48

ผู้ใหญ่ บางทีฉลาดกว่าเราอีก ครับ
มองปราดเดียว ทราบเลยว่า โปรเจ็คอย่างที่เสนอมานี้ กินกันลำบาก
ต้องหาโปรเจ็คที่กินง่าย ๆ กว่านี้
ถ้าเจอผู้ใหญ่แบบนี้ คนซวยคือ เจ้าของไอเดีย ครับ
จะได้ไปถูกแขวนแบบไม่มีสิทธิ์มีเสียงอีกเลย

ขอให้กำลังใจ หนึ่งเสียงที่ต้านทานกระแสหลัก ครับ

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#22 By Dhammasarokikku on 2009-01-18 21:09

เอนทรี่นี้ดีมีประโยชน์ครับ confused smile Hot!

#23 By Kuro-Studio on 2009-01-18 23:03

เป็นกรณีที่น่าสนใจมาก ขอให้สำเร็จนะครับ confused smile

ฝากเพิ่มเติมสักสามข้อนะครับ ว่าการทำแพลตฟอร์มน่าจะใส่ใจ...

* ความใช้งานง่าย: เว็บ/โปรแกรมในหน่วยงานหลายๆ หน่วยงานไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย แทนที่จะใช้ง่าย กลายเป็นใช้ยากหนักกว่าเก่า. อยากให้ใส่ใจตรงนี้มากขึ้นหน่อยครับ
* ความปลอดภัย: ระบบของหน่วยงานรัฐยังปลอดภัยไม่พอครับ (ทั้งที่น่าจะปลอดภัยมากเป็นระดับต้นๆ ของประเทศ เพราะเป็นข้อมูลสำคัญ)
* แพลตฟอร์มที่สร้างมีมาตรฐาน ไม่ยึดติดกับซอฟต์แวร์บางตัวมากเกินไป (เช่น For IE6 only)

#24 By ch_a_m_p on 2009-01-18 23:21

เป็นกำลังใจให้ค่ะ

#25 By songsage on 2009-01-18 23:47

ไอเดีย+ถ่ายทอดเข้าใจ+ผิดพลาดนำมาแก้ให้เหมาะสม

= พัฒนาbig smile

เป็นข้อคิดเห็นเล็กน้อยๆๆ อ่าคับbig smile

#26 By ~Lemon~cicerO~ on 2009-01-19 01:09

ลงชื่ออ่าน

#27 By ซูเนะโอะ on 2009-01-19 07:11

อ่านเรื่องของผู้ว่าแล้วทึ่งมากครับ

เค้าเจ๋งจริงๆ Hot!
สิ่งที่ สถ. จะทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ล้ำค่ากับประเทศเรามากมายในอนาคต จึงอยากเสนอแนะให้เน้นเรื่องการอบรมให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจจะให้โปรแกรม Flash สร้างบทเรียนหรือคู่มือการใช้งานออนไลน์ ก็อาจจะทำให้ประหยัดงบและเวลาในการอบรมได้บ้าง

ส่วนการสร้างแพ็ตฟอร์มนั้น ฟังดูแล้วเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องเหนื่อยพอสมควร ในการรวบรวมข้อมูลนั้นๆ ยิ่งเป็นอบต. ด้วยแล้วชักไม่แน่ใจในการบริหารจัดการเท่าไหร่นัก คนที่อยู่ต่างจังหวัดแล้วรู้เห็นอะไรเกี่ยวกับ อบต. คงนึกภาพออก อีกทั้งบางตำบลไม่ได้เป็นลักษณะของ อบต. ก็ยังเป็นตำบลธรรมดาอยู่ ซึ่งมีอยู่เยอะมาก
ทีนี้จะทำยังไงให้ตำบลเหล่านั้นเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์นี้ เราอาจจะต้องพึ่งอำเภอเป็นหลักในการรวมรวมข้อมูล อีกทั้งน่าเชื่อถือกว่าหน่วยงานบริหารท้องถิ่น (การเมืองระดับประเทศกับระดับท้องถิ่น มันเชื่อถือได้ที่ไหน ทุกคนก็รู้ แต่ทั้งนี้ คนดีๆก็ใช่ว่าจะไม่มีนะ) และหลังจากรวมรวมข้อมูลได้แล้ว อาจจะสร้างหัวข้อที่น่ารู้ขึ้นมา เช่น วิธีการเลี้ยงสุกรอย่างไรให้ดี การปลูกข้าวอย่างไรให้ได้ผลผลิดมากๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ต้องมีจุดหมายที่ชัดเจนเป็นหลักในการดำเนินการ เช่น การรวบรวมข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลนั้นๆ การติดต่อสื่อสารระหว่าง เกษตรกรธรรมดาๆคนนึง กับ หน่วยงานที่รวมรวมข้อมูล หรือ เกษตรกรธรรมดาๆคนนึง กับ เกษตรกรธรรมดาๆคนอื่นๆ เพื่อที่จะรวมกลุ่มกันต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

สิ่งที่แนะนำไปนี้อาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ต้องขอบคุณสำหรับการรับฟัง และดีใจที่มีคนหลายๆคนกำลังทำเพื่อประเทศชาติเราอยู่เช่นกัน big smile

#29 By ศุภกร (61.47.67.85) on 2009-01-19 11:45

เท่าที่อ่านๆมาเป็นความคิดที่ดีนะครับ
เพราะMISที่ดีย่อมทำให้ประหยัดงบไปได้มากจากที่เคยรู้ๆมานะครับ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#30 By !@!MaGGi_MaX!@! on 2009-01-19 11:50

ผมเข้าใจว่ามีอีกประเด็นที่เป็นเป้าของการ
ใช้งบก้อนนี้

คือ

การที่ต้องการสร้างงานให้กับคนในประเทศ อาจจะเป็นคนว่างงาน คนที่ปรับเปลี่ยนงาน อะไรก็แล้วแต่ ... ครับ

การทำ Platform ที่ว่านั้นดีครับ เห็นด้วย หากแต่ ...
นั่นไม่ใช่เป้าของการใช้งบก้อนนี้ครับ ผมเข้าใจอย่างนั้น

อย่างไรก็ตามผมจะส่งต่อเนื้อหาในนี้ให้ทางคนในเนคเทคทราบนะครับ ...

ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนเดียวกับ ผู้ใหญ่ ที่ทางเจ้าของ Blog ได้ไปคุยหรือไม่รู้ครับ

...

#31 By karaboon (58.64.64.42) on 2009-01-19 14:21

ทำอะไรให้เป็น Platform และเข้าใจง่ายดีที่สุดค่ะ

จะมาส่งงานไม่เหมือนกัน แล้วต้องเอามารวมกันอีกรอบให้เหนื่อย + เสียเวลาทำไม ขนาดสมัยเรียนทำรายงานในกลุ่มยังเหนื่อยเลย แยกกันมาคนละแบบๆ กว่าจะรวบรวมครบ กว่าจะปรับให้เหมือนกัน นี่ทั้งประเทศเลยนะ

ถ้าระบบดี คงไม่จำเป็นต้องเรียนให้ยุ่งวุ่นวาย เพราะแต่ละคนอายุตั้งเท่าไรแล้ว (ไม่ได้ว่านะ แต่ความสามารถในการรับรู้ ความจำคงไม่ไวเท่าคนอายุยังน้อยแน่ในแง่ของการแพทย์เลย)

เมื่อไรเมืองไทยจะมี Internet ระบบดีๆใช้ทั่วประเทศ
รัฐบาลน่าจะวาง Internet เป็นโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากสายโทรศัพท์ ไฟฟ้า และน้ำประปาได้แล้ว

Hot!

#32 By Aklare on 2009-01-19 15:31

ผม มองว่า ที่เนคเทคทำอบรมนะดีที่สุดแล้ว ต้องมองจุดมุ่งหมายเสียก่อนว่า ที่มาของงบประมาณคืออะไร "เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ" ในระบบราชการ การเบิกจ่ายงบประมาณที่เร็วที่สุด คือการฝึกอบรม จากข้างบนที่เสนอมา นั้นก็ดีโดยหลักการแล้วควรทำ แต่เงินตั้ง 350 ล้าน จะให้ หมดจากมือภายในปีงบประมาณ 2552 (30 กันยายน 2552) เป็นเรื่องที่ยากมาก ทั้งกระบวนการ และวิธีการ ดังนั้น การฝึกอบรมย่อมเป็นวิธีการรวดเร็วที่สุด

1 เงินลงไปสู่ โรงแรมที่พัก
2 เงินลงไปสู่ ภาคขนส่ง การเดินทาง
3 เงินลงไปสู่ ผู้เข้าอบรม(ค่าเดินทางเบิกเกินจริง)
4 เงินลงไปสู่ ตลาด(ผู้เข้าอบรม ซื้อของฝาก)

สำหรับ การฝึกอบรมยังไงก็ต้องทำตามระเบียบการเบิกจ่ายงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็น กรมบัญชีกลาง สตง. ส่วนจะตกหล่นตรงไหน มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้วทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะทำวิธีไหน ก็ขึ้นอยู่ว่า สตง กับกรมบัญชีกลาง ว่าจะจับได้ไล่ทันหรือเปล่า
ในส่วนที่คุณเสนอมา เนี่ยเป็นเรื่องดี แต่ว่า ในส่วนราชการระดับจังหวัดเนี่ยมันมีความยุ่งยากกว่าที่คิดเยอะ ยกตัวอย่างเช่น หน่วยงานคนพิการ ที่อยู่ในศาลากลางจังหวัด หน่วยงานที่รับผิดชอบจริงๆ โดยหลักแล้วสังกัด กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมีหน่วยงานที่ทำข้อมูลด้านนี้อยู่แล้ว ในความเป็นจริง คนภายนอกมองกระทรวง ICT ว่ากำลังงงกับตัวเองมาก อะไรควรทำไม่ควรทำ แต่จริงๆแล้วการจะทำอะไรที่เป็นงาน ICT ระดับประเทศ มันต้องใช้ความเชื่อมโยง ปัญหาคือระดับกระทรวงต่างๆ

#33 By ม่อน (203.185.141.141) on 2009-01-19 15:39

ผมสนับสนุนครับ

เพราะผมเคยเป็นไปอบรมเ้จ้าหน้าที่ อบต. มาเหมือนกัน บ้างคนนั้นบอกได้เลยครับ ว่ายังใช้เมาส์ไม่คล่องเลยครับ แต่ถ้าทำเป็นลักษณะ platform ที่ว่านี้จะเป็นประโยชน์มากกว่า ครับ

ผมได้ข่าวจากเพื่อนนิดหน่อยเรื่องเครื่อง server ของ Thaigrid ได้ข่าวว่าจะหมดสัญญาเช่าพื้นที่กับ ม.เกษตร ตอนนี้ยังไม่มีแผนการใช้เครื่องดังกล่าวเลย ผมเห็นว่าถ้าสามารถขอใช้เครื่องดังกล่าวได้ ก็จะสามารถลดงบประมาณในการจัดซื้อเครื่อง server ลงไปได้ครับ

ส่วนเรื่องการพัฒนาโปรแกรม ถ้าทางจังหวัดสุพรรณให้ knowledge มาก็จะง่ายต่อการพัฒนาโปรแกรมมากครับ

^ ^

#34 By chaba_bkk (203.144.240.229) on 2009-01-19 15:47

Hot!
ความคิดสุดยอดครับ
สนับสนุนๆ big smile

#35 By K r a i on 2009-01-19 18:20

Hot!

#36 By POJ on 2009-01-19 19:27

ประเทศไทยจงเจริญ
รักประเทศไทยที่สุด ดดดด

#37 By kea on 2009-01-19 23:00

ขออนุญาตนอกกรอบ
ในราคาเดิมจากต้องการ 1.5 หมื่นคนผมขอใช้สร้างคน 9 หมื่นคน

โจทย์: สอนพื้นฐานคอมพิวเตอร์ให้คนว่างงาน
คำตอบ: แค่ทำเว็บเพจ เดินสายแลน ใช้ office app. เป็นอะไรที่ง่ายมาก หลานผมทำได้ตั้งแต่ม.ต้น นั่นหมายความว่าเราไม่ต้องใช้แรงงานชั้นสูงมาเป็นเทรนเนอร์ นศ.จบใหม่ที่ไม่มีงานทำดึงมาเป็นเทรนเนอร์หลักของจังหวัด คำนวณแค่ 75 จังหวัดเพราะกรุงเทพมีโครงการอย่างนี้ชุกชุมและโคตรถูก(หลักร้อยบาท)อยู่แล้วตามศูนย์ฝึกอาชีพเขตต่างๆ
-ขั้นตอนและรายละเอียด-
1. สอบคัดนศ.ผู้สอนประจำจังหวัด งบประมาณ 20,000บาท x 75จว. = 1,500,000 บาท
2. จ้างนศ.เป็นสัญญา 12 เดือนๆละ 20,000 บาท
(ผมจบวิศวะคอมมหาลัยชื่อดังเกรดสามกว่ายังเริ่มหมื่นเจ็ดเองครับ) ใช้ลบเบื้องต้น 12เดือน x 20,000บ. x 75จว. = 18 ล้าน เพิ่มงบสนับสนุน
3. จัดเทรนหลักสูตร 2 สัปดาห์เดือนละ 2 คอร์สๆละ 50 คน ในทุกๆคอร์สดึงหัวกะทิของผู้เรียนมาช่วยฝึกงานสอนในคอร์สต่อๆไป จะได้ทั้งหมด 12เดือน x 100คน = 1200คน ต่อจังหวัด (= 90000 คนต่อ 75 จังหวัด) ใช้งบสนับสนุนเช่น
- ค่าสถานที่ 30000บาท x 12เดือน x 75จว. = 27ล้าน
- ค่าอุปกรณ์การสอนต่อคน (material+เช่าคอม)
15000บาท (ซื้อเลยเพราะใช้ยาว)x 100คน x 75จว. = 112.5ล้าน
- ถ้ามีอาหารเลี้ยงด้วยก็ 100บาท x เรียน20วัน(ต่อเดือน) x 100คน x 12ด. x 75จว. = 180 ล้าน

สนนราคาโปรเจคนี้ที่ 339ล้านบาท
จะเผื่อเหลือเผื่อขาดอีก 11 ล้านเป็น 350 ล้านก็ตามสะดวก

แก้ปัญหา...
1. นศ.จบใหม่ไม่มีงานทำให้มีงานทำ ฝึกทักษะผู้นำ ผู้ถ่ายทอด
2. แรงงานว่างงาน ถ้ามีพื้นฐานคอมแปะอยู่ก็ดูดี ที่สำคัญใช้เวลาเทรน 10 วัน(2 อาทิตย์)ไม่มากไม่น้อยเกินไป (ผมเทรน SAP full course ก็แค่ 10 วัน)
3. แก้ปัญหาคอรัปชั่นด้วย เพราะงบมันพอดีตัวซะเหลือเกิน 555

ผมไม่เห็นด้วยกับไอเดียการจ้างคนว่างงานมาเรียน แค่ให้อาหารมื้อเที่ยงพอแล้ว รัฐดิ้นรนเพื่อเอาข้าวมาจ่อถึงปากแล้ว เขาต้องกินเองเคี้ยวเองบ้าง เราไม่ใช่ประเทศสังคมนิยม

ปกติจะเขียนใน blog ของตัวเองที่ mameepoko.multiply.com แต่มาเขียนที่นี่เผื่อจะถึงหูตาผู้ถือเงินบ้างครับ

Just an idea...

#38 By mameepoko (117.47.31.251) on 2009-01-20 08:53

ระบบ centralization จากส่วนกลางสู่ท้องถิ่นก็ดีครับ
ก่อนอื่น จัดการเรื่อง ระบบเครือข่าย ในแต่ละ อปท อบต เทศบาลก่อนครับ บางอบต เน็ตไม่ได้เรื่องเพราะอยู่ห่างไกลความเจริญ ต้องใช้จานดาวเทียม ซึ่งไม่มีเสถียรภาพเท่าไร

ส่วนเรื่องของบุคลากรส่วนมาก หน่วงงานนี้จะเปิดกรอบเพื่อรับเครือข่ายตัวเองเข้ามา บางคนเข้ามาทำงาน ใช้ word ไม่เป็นด้วยซ้ำ การพัฒนามันช้าก็เพราะอย่างนี้ ทางส่วนกลาง ควรจะมีการจัดการสรรหาบุคคลากรทางด้าน IT โดยการสอบ และคัดเลือก เพื่อให้ได้บุคคลที่มีความรู้ด้าน IT เช่นการจัดการระบบเครือข่าย การซ่อมแซม บำรุงรักษา เอาง่าย ๆ คือหาช่าง IT ไปประจำหน่วยงาน อปท สักหน่อย จะได้ประหยัดงบ ซ่อมบำรุงไปได้อีกเยอะ

เท่าที่ผมได้สัมผัส หน่วยงานราชการ ทุกหน่วย ขาดแคลนบุคลากรทางด้านนี้มาก ถึงมากที่สุด เพราะแรงงานด้าน IT หนีไปทำงานบริษัทหมด เพราะเงินมันเยอะดี

#39 By Aphorist (124.120.139.137) on 2009-01-20 09:32

ถ้าเป็นผมคงเอา 350 ล้าน มาจัด Train ซัก 50 ล้าน เหลือ 300 ล้านเอามาตั้งมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการทำ Software R&D, Joint Venture กับผู้ประกอบการ Software ที่มีแผนธุรกิจที่ดี เงินต้น 300 ล้าน ผลตอบแทนที่ได้หรือฝากเอาดอก 2% ต่อปีก็ 6 ล้าน เพียงพอมาลงทุนพัฒนา R&D Product เพื่อสร้าง Platform แล้วต่อยอด เก็บกำไรเข้ามูลนิธิ ตราบใดที่มีเงินเหลือ ก็ยังไปต่อได้ แต่ถ้าใช้พรวดเดียวหมดก็จบครับ ไม่เหลืออะไรเลย ปีหน้าก็ต้องไปขอรัฐมาลถลุงอีก แล้วเมื่อไรจะได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีกับเค้าซะทีละครับ

#40 By O (125.24.232.166) on 2009-01-21 02:13

เห็นด้วยกับหลายๆคนนะครับ

#41 By โปรแกรมบัญชี (58.9.162.242) on 2009-01-22 23:14

ขอบคุณครับ รออ่านตอนต่อไป

#46 By bright (124.120.18.61) on 2009-05-18 13:30