ตะกอนสังคม (แรงบันดาลใจจาก blog เพื่อนนนท์)
posted on 22 Mar 2008 15:42 by angelsong
จาก entry ที่แล้วสรุปได้ว่าจะเขียน entry เดียวสนองทั้ง สารวิป สารแยม เจ๊เบล และ จอนนี่ ไปทีเดียวในตัว
entry นี้ ขอนำเสนอมุมมองของผม ต่อวัฒนธรรมการทำงานของสังคมไทย
สิ่งที่ผมพบเจอมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ถ่วงความเจริญขององค์กร หนทางแก้ไข
และการขยายผลไปสู่ระดับชาติ
ก่อนจะเขียนต่อไป อยากนำเสนอ blog น้องคนหนึ่งที่ออฟฟิส เขียนเรื่อง "ตะกอนของสังคมไทย"
http://nontavit.blogspot.com/2008/02/yoy.html
ขอเชิญแวะไปเยี่ยมชม อ่านดูได้
สาระสั้นๆของ entry ของนนท์คือ
ในองค์กรที่ถดถอย...
คนเก่งมา แล้วจากไป (สู่สิ่งที่ดีกว่า)...
คนพอใช้ได้ มาแล้วก็จากไป บางส่วนมาแล้วอยู่สักพัก แล้วจากไปอยู่ดี...
คนไม่ได้เรื่อง มาแล้วก็อยู่ อยู่ยั้งยืนยง ... ไม่ใช่เพราะรักองค์กร แต่เพราะไปไหนไม่ได้
คำถามคือ แล้วมันถ่วงความเจริญองค์กร จนถดถอยได้อย่างไร และทำไมเป็นเช่นนั้น
คำตอบต่อคำถามนี้ คือ เนื่องจาก ตะกอน ที่กล่าวมาแล้ว อยู่มานาน และฝังตัวเป็นหินปูนเกาะองค์กรนั้น
เพราะว่าเกาะมานาน และคนเก่งๆ มาแล้วจากไป (เพราะทนพวกนี้ไม่ได้) พอมีคนใหม่ๆเข้ามา
ก็ต้องไปเป็นลูกน้องคนพวกนี้นั่นเอง เหตุเพราะมาทีหลัง เหตุเพราะอายุน้อยกว่า
สุดท้าย ก็กลับสู่วงจรอุบาทเดิม คือ คนเก่งๆ ก็หนีไปหาที่เจริญๆอยู่ เพราะเห็นว่าองค์กรนั้นถดถอย
คนห่วยๆที่ไม่ยอมไปไหน ก็ร่วมกันมาทับถมเป็นตะกอนชั้นต่อๆไป
จึงจะเห็นได้ว่ามีองค์กรมากมาย ที่พนักงานระดับล่างมีความสามารถ แต่เวลาจะทำอะไรก็จะเจอระบบลากถ่วง
โดยตะกอนที่ทับถมอยู่สูงๆขึ้นไป ในแต่ละชั้น
ผมเคยสัมภาษณ์ เคยร่วมงาน เคยเป็นหัวหน้า และ เคยเป็นลูกน้อง ของตะกอนเหล่านี้มาก่อน
(แน่นอน ชีวิตไม่สมหวังเสมอไป บางทีก็มีลูกน้องแบบที่โดนยัดเยียดมา เพราะมันเป็นตะกอนที่นั่นก่อนผมเข้าไปดูแล)
ตะกอนพวกนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่เก่ง เขาเหล่านี้รู้ดี ว่าตัวเองนั้นไม่เคยสู้ใครได้ ตั้งแต่แรก
ไม่เคยสู้คนในรุ่นตัวเองได้ ไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์ที่จะไปสู้กับเด็กรุ่นใหม่กว่าตัวเองได้เช่นกัน
ตะกอนเหล่านี้ สุดท้ายจะมีชะตาแบ่งเป็นสามทาง
1> เปิดทางให้กับคนที่เก่งกว่า ได้ก้าวข้ามตัวเองไป โดยใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองพอมีอยู่ ส่งเสริม ช่วยเหลือให้งานนั้นสำเร็จ
ตะกอนประเภทนี้ มีอยู่ราวๆ 60% ของตะกอนทั้งหมด ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ยังมีประโยชน์ต่อองค์กร และเริ่มแปลสภาพจากตะกอน กลายเป็น "โครงสร้าง" ขององค์กร (นึกถึงถ้ำหินปูน นั่นแหละ ตะกอนที่แข็งตัวกลายเป็นโครงสร้าง ให้คนอื่นมีทางเดินไป)
2> ใช้อายุอันแก่หง่อม แอบอ้างความมีประสบการณ์(ที่จริงๆไม่ค่อยจะมี เพราะทำอะไรไม่ค่อยจะสำเร็จ) เพื่อเชิดชูตัวเองและพรรคพวกตะกอนด้วยกัน ให้เป็นใหญ่ จับกลุ่มก้อนเล่นการเมืองในองค์กร คอยกีดกัน คนใหม่ๆ ไม่ให้ได้ดี เพื่อรักษาฐานอำนาจไว้ ตะกอน เหล่านี้ ก็จะจับตัวกันเป็น "ก้อนนิ่ว" ขององค์กร อุดตันช่องทางเจริญเติมโตของคนเก่งๆ เป็นเหตุให้คนเก่งๆ สมองไหลไปอยู่กับบริษัทอื่นๆ จากการประเมินด้วยประสบการณ์ที่ผ่านๆมา คนเหล่านี้มีถึง 30% จากปริมาณตะกอนทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งตะกอนที่แปลสภาพเป็นนิ่วได้เหล่านี้ จะลาออกจากองค์กรที่มีประสิทธิภาพ(เพราะไม่มีโอกาสโต) แล้วไหลไปรวมกันในองค์กรที่มีผู้บริหารระดับสูงประเภท นิ่ว เช่นกัน
3> ถูกกำจัดไปจากองค์กร ในกรณีที่องค์กร ที่เหล่าตะกอนทำงานอยู่นั้น มีผู้บริหารระดับสูงแบบหัวก้าวหน้า ตะกอนประเภทนิ่วจะถูกกำจัด ตะกอนที่แข็งตัวเป็นโครงสร้าง บางส่วนก็จะถูกจับย้ายขยับเขยื้อนให้องค์กรทำงานคล่องๆ ซึ่งตะกอนทั้งหลายที่กระเด็นออกจากองค์กร ที่ก้าวหน้าเหล่านี้ ก็จะไหลไปยังองค์กรต่อๆไป จนกว่าจะเจอองค์กรที่ตัวเองสามารถแข็งตัว กลายเป็นโครงสร้าง หรือ นิ่ว ขององค์กรนั้นๆได้
คำถาม: องค์กรประเภทไหนล่ะ ที่มีโอกาสเป็นนิ่วสูง
คำตอบ: องค์กร์ที่เป็นนิ่วได้ง่าย ได้แก่ องค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานประเภท "ยังไงก็ไม่ไล่ออก" ซึ่งองค์กรที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ได้แก่ ราชการ รัฐวิสาหกิจ และเครือใหญ่ๆ บางเครือที่สร้างสมฐานะมาจนใหญ่โต จนเริ่มดูแลไม่ทั่วถึง คนเก่าคนแก่ที่เคยเป็นตะกอบแบบโครงสร้าง เริ่มกลายเป็นก้อนนิ่ว ผู้บริหารที่สูงๆขึ้นไปก็เกรงใจเห็นอยู่มานาน ไม่อยากไล่ออก
คำถาม: แล้วมันเกี่ยวพันถึงประเทศชาติยังไง
คำตอบ: ก็จะว่าไปแล้ว องค์กรที่มีวัฒนาธรรม "ไม่ไล่ออก" ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ระบบ ราชการ แปลว่า ตัวประเทศเองนี่แหละ ที่มีโอกาสเป็นนิ่วองค์กรที่สุด
คำถาม: แล้วจะแก้ยังไง ?
คำตอบ: สำหรับองค์กรแล้ว ผู้บริหาร ก็ต้องใจกล้าๆถ้าไม่ไล่นิ่วออก ก็เจาะถ้ำหินปูน เปิดทางให้คนเก่งๆทำงาน แล้วให้โอกาสนิ่ว กลับใจกลายเป็นหินปูนโครงสร้าง เพราะยังไงเสีย องค์กรทีมีแต่คนเก่งอย่างเดียว มันก็ไปไหนไม่รอดหรอก มันต้องมีคนที่ยินยอมทำงาน routine ยอมทำงานถึก นั่งจัดหน้าเอกสาร นั่งสรุปข้อมูล เหล่านี้เป็นงานน่าเบื่อ ถ้าขาดหินปูนโครงสร้างเหล่านี้ไป ใครจะทำ พวกหัวใหม่ไฟแรง ความสามารถสูง ก็ไม่ค่อยจะยอมทำงานเอกสารรายละเอียด เพราะเห็นว่าควรเอาเวลาไปทำงานต่อไปหาประโยชน์ให้องค์กร ซึ่งจริงๆแล้ว งานถึกๆเหล่านี้แหละที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับหินปูนโครงสร้าง ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ รู้รายละเอียดของงาน และเป็นกำลังให้ดาวรุ่งดวงถัดๆไป ผู้บริหารระดับสูง ต้องมองให้เห็นถึงความสำคัญของเหล่า"โครงสร้าง" เหล่านี้เช่นกัน
ในบางองค์กร มีการแบ่งทีมงานระหว่างทีมดาวรุ่งทั้งหลายที่มีความสามารถสูงๆ กับทีมงานโครงสร้างที่ไม่เก่งมากนักแต่มีประโยชน์ต่อองค์กร โดยจัดเป็นเป็นทีมงานโครงการ(ให้พวกดาวรุ่งทำงาน) กับ ทีมงานสนับสนุน(ให้เหล่าโครงสร้างช่วยเหลือให้ข้อมูลช่วยงานรายละเอียดแก่ทีมงานโครงการ) ซึ่งก็เป็นอีกทางในการจัดการองค์กรให้สงบสุข เพราะเหล่าโครงสร้างก็ไม่ต้องทนเห็นคนเก่งๆ ที่มาทีหลัง อายุน้อยกว่าเยอะๆ แซงหน้าตัวเองขึ้นไปในสายงานตัวเอง อย่างน้อย ถ้าอยู่คนละสาย ก็ทำงานสบายใจกว่า อยากช่วยเหลือมากกว่า และมีโอกาสที่ตะกอน จะกลายเป็นโครงสร้างได้มากกว่า กลายเป็นนิ่ว
ส่วนในระดับรัฐบาล ก็เช่นกัน ต้องมีการปูนบำเน็จชัดเจน สำหรับข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน และมีความสามารถในการพัฒนาโครงการต่างๆประเทศ ใช้คนให้ตรงงาน ไม่ใช่ตั้ง รมต ตามรอบ ว่ารอบนี้ถึงตาใครเป็น ผมอาจจะไม่สามารถหวังจะเห็นสิ่งนี้ได้ในช่วงที่ พปช หรือ ปชป เป็นพรรคใหญ่ แต่ผมก็ยังมีความใฝ่ฝันว่าวันนึงข้างหน้าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ (คงต้องรอให้แมลงสาปตายก่อน) เลิกนโยบายประเภท ความผิดไม่มี ความดีไม่ปรากฏ เอาไป 1 ขั้น อันนี้เลิกได้แล้ว องค์กรตรวจสอบประสิทธิภาพของราชการ ก็ต้องทำงานให้มากกว่านี้ เพื่อวัดผลโครงการต่างๆของภาครัฐ ให้เหมือนในฟากเอกชน
แน่นอนว่า แนวคิดพวกนี้ ต้องช่วยกันปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ถ้ามีความสามารถ ต้องแสดงออกมา เปล่งประกายให้คนที่เก็บงำประกายของตัวเอง กล้าเปล่งประกายออกมาด้วย ถ้าไม่มีความสามารถ ก็ให้ทำตัวเป็นโครงสร้างสังคม ไม่ใช่นิ่ว คุณครูก็มีหน้าที่ปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ ปลูกฝังจิตสำนึกมวลรวม จิตสำนึกสาธารณะ ลดการท่องจำลง เด็กถ้ามันจะเก่งมันก็เก่งแหละครับ โดยเฉพาะพวกวิชาคำนวน บังคับให้อ่านมากขึ้น อีกสามเท่า ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ประวัติศาสตร์ก็เรียนเชิงวิเคราะห์ซะที ดีกว่าเชิงท่องจำ แล้วเอาเวลาที่เหลือมาปลูกฝังสำนึกมวลรวมให้เยาวชนดีกว่า
เมื่อยมือจัง จบห้วนๆเหมือนเดิม
entry นี้ ขอนำเสนอมุมมองของผม ต่อวัฒนธรรมการทำงานของสังคมไทย
สิ่งที่ผมพบเจอมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ถ่วงความเจริญขององค์กร หนทางแก้ไข
และการขยายผลไปสู่ระดับชาติ
ก่อนจะเขียนต่อไป อยากนำเสนอ blog น้องคนหนึ่งที่ออฟฟิส เขียนเรื่อง "ตะกอนของสังคมไทย"
http://nontavit.blogspot.com/2008/02/yoy.html
ขอเชิญแวะไปเยี่ยมชม อ่านดูได้
สาระสั้นๆของ entry ของนนท์คือ
ในองค์กรที่ถดถอย...
คนเก่งมา แล้วจากไป (สู่สิ่งที่ดีกว่า)...
คนพอใช้ได้ มาแล้วก็จากไป บางส่วนมาแล้วอยู่สักพัก แล้วจากไปอยู่ดี...
คนไม่ได้เรื่อง มาแล้วก็อยู่ อยู่ยั้งยืนยง ... ไม่ใช่เพราะรักองค์กร แต่เพราะไปไหนไม่ได้
คำถามคือ แล้วมันถ่วงความเจริญองค์กร จนถดถอยได้อย่างไร และทำไมเป็นเช่นนั้น
คำตอบต่อคำถามนี้ คือ เนื่องจาก ตะกอน ที่กล่าวมาแล้ว อยู่มานาน และฝังตัวเป็นหินปูนเกาะองค์กรนั้น
เพราะว่าเกาะมานาน และคนเก่งๆ มาแล้วจากไป (เพราะทนพวกนี้ไม่ได้) พอมีคนใหม่ๆเข้ามา
ก็ต้องไปเป็นลูกน้องคนพวกนี้นั่นเอง เหตุเพราะมาทีหลัง เหตุเพราะอายุน้อยกว่า
สุดท้าย ก็กลับสู่วงจรอุบาทเดิม คือ คนเก่งๆ ก็หนีไปหาที่เจริญๆอยู่ เพราะเห็นว่าองค์กรนั้นถดถอย
คนห่วยๆที่ไม่ยอมไปไหน ก็ร่วมกันมาทับถมเป็นตะกอนชั้นต่อๆไป
จึงจะเห็นได้ว่ามีองค์กรมากมาย ที่พนักงานระดับล่างมีความสามารถ แต่เวลาจะทำอะไรก็จะเจอระบบลากถ่วง
โดยตะกอนที่ทับถมอยู่สูงๆขึ้นไป ในแต่ละชั้น
ผมเคยสัมภาษณ์ เคยร่วมงาน เคยเป็นหัวหน้า และ เคยเป็นลูกน้อง ของตะกอนเหล่านี้มาก่อน
(แน่นอน ชีวิตไม่สมหวังเสมอไป บางทีก็มีลูกน้องแบบที่โดนยัดเยียดมา เพราะมันเป็นตะกอนที่นั่นก่อนผมเข้าไปดูแล)
ตะกอนพวกนี้ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่เก่ง เขาเหล่านี้รู้ดี ว่าตัวเองนั้นไม่เคยสู้ใครได้ ตั้งแต่แรก
ไม่เคยสู้คนในรุ่นตัวเองได้ ไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์ที่จะไปสู้กับเด็กรุ่นใหม่กว่าตัวเองได้เช่นกัน
ตะกอนเหล่านี้ สุดท้ายจะมีชะตาแบ่งเป็นสามทาง
1> เปิดทางให้กับคนที่เก่งกว่า ได้ก้าวข้ามตัวเองไป โดยใช้ประสบการณ์ที่ตัวเองพอมีอยู่ ส่งเสริม ช่วยเหลือให้งานนั้นสำเร็จ
ตะกอนประเภทนี้ มีอยู่ราวๆ 60% ของตะกอนทั้งหมด ซึ่งเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็ยังมีประโยชน์ต่อองค์กร และเริ่มแปลสภาพจากตะกอน กลายเป็น "โครงสร้าง" ขององค์กร (นึกถึงถ้ำหินปูน นั่นแหละ ตะกอนที่แข็งตัวกลายเป็นโครงสร้าง ให้คนอื่นมีทางเดินไป)
2> ใช้อายุอันแก่หง่อม แอบอ้างความมีประสบการณ์(ที่จริงๆไม่ค่อยจะมี เพราะทำอะไรไม่ค่อยจะสำเร็จ) เพื่อเชิดชูตัวเองและพรรคพวกตะกอนด้วยกัน ให้เป็นใหญ่ จับกลุ่มก้อนเล่นการเมืองในองค์กร คอยกีดกัน คนใหม่ๆ ไม่ให้ได้ดี เพื่อรักษาฐานอำนาจไว้ ตะกอน เหล่านี้ ก็จะจับตัวกันเป็น "ก้อนนิ่ว" ขององค์กร อุดตันช่องทางเจริญเติมโตของคนเก่งๆ เป็นเหตุให้คนเก่งๆ สมองไหลไปอยู่กับบริษัทอื่นๆ จากการประเมินด้วยประสบการณ์ที่ผ่านๆมา คนเหล่านี้มีถึง 30% จากปริมาณตะกอนทั้งหมดเลยทีเดียว ซึ่งตะกอนที่แปลสภาพเป็นนิ่วได้เหล่านี้ จะลาออกจากองค์กรที่มีประสิทธิภาพ(เพราะไม่มีโอกาสโต) แล้วไหลไปรวมกันในองค์กรที่มีผู้บริหารระดับสูงประเภท นิ่ว เช่นกัน
3> ถูกกำจัดไปจากองค์กร ในกรณีที่องค์กร ที่เหล่าตะกอนทำงานอยู่นั้น มีผู้บริหารระดับสูงแบบหัวก้าวหน้า ตะกอนประเภทนิ่วจะถูกกำจัด ตะกอนที่แข็งตัวเป็นโครงสร้าง บางส่วนก็จะถูกจับย้ายขยับเขยื้อนให้องค์กรทำงานคล่องๆ ซึ่งตะกอนทั้งหลายที่กระเด็นออกจากองค์กร ที่ก้าวหน้าเหล่านี้ ก็จะไหลไปยังองค์กรต่อๆไป จนกว่าจะเจอองค์กรที่ตัวเองสามารถแข็งตัว กลายเป็นโครงสร้าง หรือ นิ่ว ขององค์กรนั้นๆได้
คำถาม: องค์กรประเภทไหนล่ะ ที่มีโอกาสเป็นนิ่วสูง
คำตอบ: องค์กร์ที่เป็นนิ่วได้ง่าย ได้แก่ องค์กรที่มีบรรยากาศการทำงานประเภท "ยังไงก็ไม่ไล่ออก" ซึ่งองค์กรที่ว่านี้ ส่วนใหญ่ได้แก่ ราชการ รัฐวิสาหกิจ และเครือใหญ่ๆ บางเครือที่สร้างสมฐานะมาจนใหญ่โต จนเริ่มดูแลไม่ทั่วถึง คนเก่าคนแก่ที่เคยเป็นตะกอบแบบโครงสร้าง เริ่มกลายเป็นก้อนนิ่ว ผู้บริหารที่สูงๆขึ้นไปก็เกรงใจเห็นอยู่มานาน ไม่อยากไล่ออก
คำถาม: แล้วมันเกี่ยวพันถึงประเทศชาติยังไง
คำตอบ: ก็จะว่าไปแล้ว องค์กรที่มีวัฒนาธรรม "ไม่ไล่ออก" ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ ระบบ ราชการ แปลว่า ตัวประเทศเองนี่แหละ ที่มีโอกาสเป็นนิ่วองค์กรที่สุด
คำถาม: แล้วจะแก้ยังไง ?
คำตอบ: สำหรับองค์กรแล้ว ผู้บริหาร ก็ต้องใจกล้าๆถ้าไม่ไล่นิ่วออก ก็เจาะถ้ำหินปูน เปิดทางให้คนเก่งๆทำงาน แล้วให้โอกาสนิ่ว กลับใจกลายเป็นหินปูนโครงสร้าง เพราะยังไงเสีย องค์กรทีมีแต่คนเก่งอย่างเดียว มันก็ไปไหนไม่รอดหรอก มันต้องมีคนที่ยินยอมทำงาน routine ยอมทำงานถึก นั่งจัดหน้าเอกสาร นั่งสรุปข้อมูล เหล่านี้เป็นงานน่าเบื่อ ถ้าขาดหินปูนโครงสร้างเหล่านี้ไป ใครจะทำ พวกหัวใหม่ไฟแรง ความสามารถสูง ก็ไม่ค่อยจะยอมทำงานเอกสารรายละเอียด เพราะเห็นว่าควรเอาเวลาไปทำงานต่อไปหาประโยชน์ให้องค์กร ซึ่งจริงๆแล้ว งานถึกๆเหล่านี้แหละที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับหินปูนโครงสร้าง ให้กลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ รู้รายละเอียดของงาน และเป็นกำลังให้ดาวรุ่งดวงถัดๆไป ผู้บริหารระดับสูง ต้องมองให้เห็นถึงความสำคัญของเหล่า"โครงสร้าง" เหล่านี้เช่นกัน
ในบางองค์กร มีการแบ่งทีมงานระหว่างทีมดาวรุ่งทั้งหลายที่มีความสามารถสูงๆ กับทีมงานโครงสร้างที่ไม่เก่งมากนักแต่มีประโยชน์ต่อองค์กร โดยจัดเป็นเป็นทีมงานโครงการ(ให้พวกดาวรุ่งทำงาน) กับ ทีมงานสนับสนุน(ให้เหล่าโครงสร้างช่วยเหลือให้ข้อมูลช่วยงานรายละเอียดแก่ทีมงานโครงการ) ซึ่งก็เป็นอีกทางในการจัดการองค์กรให้สงบสุข เพราะเหล่าโครงสร้างก็ไม่ต้องทนเห็นคนเก่งๆ ที่มาทีหลัง อายุน้อยกว่าเยอะๆ แซงหน้าตัวเองขึ้นไปในสายงานตัวเอง อย่างน้อย ถ้าอยู่คนละสาย ก็ทำงานสบายใจกว่า อยากช่วยเหลือมากกว่า และมีโอกาสที่ตะกอน จะกลายเป็นโครงสร้างได้มากกว่า กลายเป็นนิ่ว
ส่วนในระดับรัฐบาล ก็เช่นกัน ต้องมีการปูนบำเน็จชัดเจน สำหรับข้าราชการที่ตั้งใจทำงาน และมีความสามารถในการพัฒนาโครงการต่างๆประเทศ ใช้คนให้ตรงงาน ไม่ใช่ตั้ง รมต ตามรอบ ว่ารอบนี้ถึงตาใครเป็น ผมอาจจะไม่สามารถหวังจะเห็นสิ่งนี้ได้ในช่วงที่ พปช หรือ ปชป เป็นพรรคใหญ่ แต่ผมก็ยังมีความใฝ่ฝันว่าวันนึงข้างหน้าเราจะไปถึงจุดนั้นได้ (คงต้องรอให้แมลงสาปตายก่อน) เลิกนโยบายประเภท ความผิดไม่มี ความดีไม่ปรากฏ เอาไป 1 ขั้น อันนี้เลิกได้แล้ว องค์กรตรวจสอบประสิทธิภาพของราชการ ก็ต้องทำงานให้มากกว่านี้ เพื่อวัดผลโครงการต่างๆของภาครัฐ ให้เหมือนในฟากเอกชน
แน่นอนว่า แนวคิดพวกนี้ ต้องช่วยกันปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ถ้ามีความสามารถ ต้องแสดงออกมา เปล่งประกายให้คนที่เก็บงำประกายของตัวเอง กล้าเปล่งประกายออกมาด้วย ถ้าไม่มีความสามารถ ก็ให้ทำตัวเป็นโครงสร้างสังคม ไม่ใช่นิ่ว คุณครูก็มีหน้าที่ปลูกฝังเรื่องเหล่านี้ ปลูกฝังจิตสำนึกมวลรวม จิตสำนึกสาธารณะ ลดการท่องจำลง เด็กถ้ามันจะเก่งมันก็เก่งแหละครับ โดยเฉพาะพวกวิชาคำนวน บังคับให้อ่านมากขึ้น อีกสามเท่า ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ประวัติศาสตร์ก็เรียนเชิงวิเคราะห์ซะที ดีกว่าเชิงท่องจำ แล้วเอาเวลาที่เหลือมาปลูกฝังสำนึกมวลรวมให้เยาวชนดีกว่า
เมื่อยมือจัง จบห้วนๆเหมือนเดิม
edit @ 22 Mar 2008 18:17:04 by angelsong
edit @ 22 Mar 2008 18:49:16 by angelsong
Tags: การทำงาน, การพัฒนาองค์กร, ตะกอน, บริษัท, สังคม, หัวเก่า10 Comments
ดีมากๆ เลยครีบ
ผมว่ามันสะท้อนการทำงานของสังคมไทยได้อย่างดีเลย
#1 By Whip on 2008-03-22 15:50