ความสามัคคีทำให้คนแตกแยก และ ชีวตข้าพเจ้ากับศาสนา
posted on 17 Oct 2006 08:07 by angelsongคุณเคยสังเกตุหรือไม่ ...
ทำไมเด็กช่างกลตีกัน ...
ทำไมประเทศทำสงครามกัน ...
ทำไมบางศาสนาถึงโจมตีกัน รบกันเป็นพันปีไม่ยอมเลิก ...
ทั้งหมดนี้ เพราะเขารักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันนั่นเอง ...
ฟังดูแปลกๆไหมครับ ?
ไม่แปลกหรอก ครับ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ต้องการความรู้สึกปลอดภัย
เมื่ออยู่รวมกับฝูง จะรู้สึกว่าตนเองมีพลังมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น
และสามารถต่อกร กับสิ่งที่มารุกรานได้มากขึ้น รวมถึงแสดงอำนาจรุกรานผู้อื่นมากขึ้น
แน่นอน ผู้ถูกรุกราน ก็จำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยและ
ไม่ถูกรุกราน
เมื่อมีกลุ่มสองกลุ่มที่มีความเข้มแข็งในทางกายภาพ มีความรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคาม
ก็จะทำการโต้ตอบเพื่อให้อีกฝ่ายทราบว่า ตนเองมีศักยภาพในการป้องกันตัว
อันนี้เหมือนฝูงควายไบซัน ที่รวมกันเป็นฝูง วิ่งเข้าใส่สิงโต เพื่อตอบโต้ ประกาศว่า
อย่ามากินพวกฉันนะ สู้นะเหวย! แต่พออยู่ตัวเดียว ก็วิ่งแจ้นหนีสิงโต
แต่ในกรณีของคน เช่นเด็กช่างกลอันทพาล(อันหมายความเฉพาะบรรดาคนที่ชอบ ก่อเรื่องวิวาท เป็นเดือดร้อนของสังคม มิได้รวมถึง บรรดาช่างกลตั้งใจเรียนทั้งหลาย ) อันที่จริงแล้วพวกหัวโจกตัวร้ายทั้งหลาย
อยู่คนเดียวก็อันตรายในเชิงกายภาพอยู่แล้ว แต่ความจริงแล้วในด้านจิตใจ คนเหล่านี้
มีึความรู้สึกไม่ปลอดภัยในตนเอง จึงได้แสดงออกมาเช่นนั้น คนเหล่านี้หากให้ไปสมัครงาน หรือทำโครงการใดๆ ให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน จะไม่มีความกล้าที่จะเริ่มต้น ไม่ความความมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ อันนี้ พอเข้าใจได้ว่าเป็นปมด้อยในจิตใจ เมื่อมารวมกลุ่มกัน ก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย สิ่งที่ตนเองมี นั่นคือพละกำลัง ... ไม่ใช่มันสมอง
ทีนี้ ถ้ามันมีไอ้แบบที่ว่านี่ สองกลุ่ม มาพบกัน จริงๆแล้วในใจลึกๆ มันก็กลัวด้วยกันทั้งนั้น
สิ่งมีชีวิตนี่ก็แปลก ยิ่งกลัว ยิ่งทำซ่า ดูแมวหรือ กิ้งก่าเป็นต้น ขูขนลูกตัวชันแผงคอพรึ่บๆ จริงๆแล้ว กลัวใจจะขาด ทำซ่าอยู่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากสัญชาติญานสอนไว้ให้แสดงความ สามารถในการต่อสู้ อีกฝ่ายจะได้ไม่รุกราน พอไอ้สองกลุ่มข้างบนมันเจอกัน ก็เลยแสดงความซ่า เพื่อข่มอีกฝ่าย ไม่ให้มารุกรานตนเอง แต่อีกฝ่ายก็จะพบว่า การขู่นั้น คือการรุกราน ไม่ใช่การป้องกันตัว ก็จะทำการป้องกันตัวด้วยการ รุกรานกลับ ออกมาได้ผลลัพท์เป็น ไบซันสองฝูงวิ่งชนกัน -__-' ไม่ก่อประโยชน์สร้างสรรแต่อย่างใด
ทั้งนี้เพราะเขารักเพื่อนรักฝูง รักด้วยพละกำลัง ไม่ได้รักด้วยสมอง
ช่วยเหลือเพื่อนด้วยกล้ามเนื้อ ไม่ใช่สติปัญญา ( แน่นอน ถ้าเพื่อรถดับ บางทีก็ต้องใช้กล้ามเนื้อเพื่อเข็นรถ แต่การตีกัน ไม่ใช่การเข็นรถ ควรใช้สติปัญญา )
ความสามัคคีอันนี้เองที่นำไปสู่การต่อสู้ เพื่อให้กลุ่มก้อนของตัวเองอยู่รอด
นำไปสู่ความคิดที่ว่า กลุ่มของตนต้องอยู่รอด ต้องเอาชนะ ต้องยิ่งใหญ่กว่า
ในเมื่อต้องการเอาชนะด้วยกันทุกกลุ่ม มันก็ต้องมีการต่้อสู้ ไอ้ที่แพ้ ก็หาเรื่องเอาชนะ
ไอ้ที่ชนะ ก็ต้องรักษาสถานภาพ สุดท้ายมันก็ตีกันไม่เลิก
ทีนี้ไอ้พวกที่ทำตัวมีปัญหา ชอบสร้างปัญหาทั้งหลายก็จะใช้ประโยชน์ในการที่
มีเพื่อนๆกล้ามเนื้ออยู่เยอะ ในการไปก่อเรื่องวิวาท แล้วใช้พวกพ้องปกป้องเป็นประโยชน์
แทนที่จะยืิดอกต่อสู้ปัญหาด้วยตัวเอง
จริงๆแล้วถ้ายกเลิกมันซะให้หมด ใช้ชื่อ ช่างกลหมีน้อยแพนด้า กันให้หมดทั้งประเทศ มันก็คงจะหมดปัญหาไปเยอะ เครื่องแบบ แต่งให้เหมือนกันหมด ชื่อเหมือนกันหมด
ดูซิจะหาเหตุอะไรมาตีกันอีก ไอ้พวกก่อเรื่องก็รับเรื่องของตัวเองไป ไม่ต้องเอาสถาบันมาอ้าง
(จบท่อนที่หนึ่ง)
----------------------------------------------------------------------
ในชีวิตของผม วัยเด็กเติบโตมาในโีรงเรียนคาทอลิก
มีพ่อแม่นับถือศาสนาพุทธ และแน่นอน แถวบ้านผมมีคนอิสลามอยู่เยอะพอควร
เพราะอยู่ใกล้บางกะปิ (อันแผลงมาจาก บางคับปิยะ , คับปิยะ แปลว่า หมวกที่สวมศรีษะของอิสลาม บางกะปิ จึงแปลว่าถิ่นที่มีคนสวมคับปิยะเยอะๆ เช่นเดียวกับ บางมด มีมดเยอะ เพราะปลูกส้ม ... )
ในช่วงชีวิต วัยสิบกว่าๆ จนถึงประมาณยี่สิบต้นๆ ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งในการอ่านไบเบิ้ล และศึกษา ศาสนาพุทธ รวมทั้งพระคัมภีร์อัลกุรอาน (ในส่วนสุดท้ายนี้ เนื่องจาก resource หาไม่ค่อยได้ จึงได้อ่านเพียงสี่เล่มจากห้องสมุด ในขณะที่ พุทธและคริสต์ หาได้ง่ายกว่ามาก อาจจะเพราะผมไม่ใช่คนในศาสนาอิสลาม จึงไม่ทราบแหล่ง ครั้งจะถ่อไปห้องสมุดแห่งชาติก็โคตรจะไกล )
เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ง่าย จากการตีความของผู้ที่ดูเหมือนรู้
หลายท่าน บางท่านมีแนวทางการตีความคำสอนของศาสนาไปในแนว ออกอ่าวออกทะเลเช่น การให้อภัยพร่ำเพรื่อ เห็นคนอื่นเกียจคร้าน ก็ให้อภัย เห็นคนแซงคิว ก็ให้อภัย วางเฉย ไม่มีเรื่อง มีราว ซึ่งอันที่จริงเป็นการบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนา เพื่อใช้ในความสะดวกใจส่วนตัวที่จะเพิกเฉยต่อการกระทำผิด ซึ่งยังเป็นกันอยู่ในวงกว้าง ในอีกหลายๆประเด็น นอกจากยี้ ผมไม่นิยม นโยบายการให้อภัย ครับ ผมนิยม นโยบาย การลงโทษ และทำประโยชน์ชดเชย
ดังนั้นหากต้องถูกนับรวมเข้ากับบุคคลเหล่านี้ ต่อให้ไม่มีศาสนา ผมก็ยังเชื่อว่ายังทำประโยชน์และความเจริญให้สังคมได้มากกว่าคนประเภทดังกล่าวเยอะ
ส่วนบรรดาท่านผู้เห็นซึ้งหลักธรรมทางพุทธศาสนา และนำไปปฎิบัติในการครองตน ให้มีความสุขทางใจ และมีประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต ผมยินดีกับท่านแล้วครับ
ส่วนคริสต์และอิสลาม อันที่จริงรวมศาสนาพุทธเข้าไปด้วย มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจ ว่าจะเป็นคนไร้ศาสนา นั่นคือ "ศรัทธา" ผมเป็นคนไม่มีศรัทธา ครับ
ผมไม่ศรัทธาอะไรที่ดูเหนือธรรมชาติ ผมไ่ม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก และผมไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเกิดมา มีดอกบัวโผล่มารองพระบาท เรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องแต่งเพื่อใช้สื่อสารข้อความที่แฝงมาด้วย
เพื่อใช้จรรโลงใจ และเป็นคติธรรมของแต่ละศาสนา เพื่อให้คนทั่วไป เข้าถึงได้ง่าย
เกิดความสนิทสนม อุ่นใจกับศาสนา ไม่มองเป็นของแปลก ของสูง ของยากที่ไม่สามารถเข้าใจได้
ผมนับถือ และให้การเคารพต่อหลักศาสนา ทุกศาสนาที่มุ่งเน้นให้คนเป็นคนดี*
และครองตนอย่างมีสติ แต่ผมไม่อาจยอมรับนับถือศาสนาที่ประกอบไปด้วยศรัทธาได้
ศรัทธาเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และถูกชักนำให้เข้าใจไปในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ของผู้ชี้นำ ได้โดยง่าย จากประวัติศาสตร์ สงครามใหญ่ๆ ถ้าไม่เกิดจากการต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ของชนชาติตน ก็ต้องเกิดจากผู้นำบ้าศาสนา และหลอกพาประชาชนของตนเองออกไปไล่ล่าศาสนาอื่น
แม้แต่การก่อการร้ายในปัจจุบันก็ตาม มันทำให้คนส่วนใหญ่มองศาสนาอิสลามในแง่ร้าย ทั้งนี้เพราะอิสลามก็เป็นศาสนาที่มีศรัทธาเป็นส่วนประกอบ จึงถูกผู้ก่อการร้ายบิดเบือนคำสอน เพื่อหลอกลวงประชาชนโลกว่า นี่เป็นการทำเพื่อศาสนา พวกคนในศาสนาที่ไม่เข้าใจก็หลงเชื่อไปกับเขา คนนอกศาสนา ที่ไม่เข้าใจก็ไปเกลียดเขาเหมารวมเพราะเข้าใจผิดในศรัทธาของอิสลาม ที่เข้าใจก็วางเฉย (มีึคนแถวบ้านเคยพูดให้เข้าหูว่า นี่ไง อุเบกขา วางเฉย ... น่าถีบสักเปรี้ยงจริงๆ)
แน่นอน สงครามครูเสด ก็พระราชานำทัพศาสนาไปรบกับเขา เดือดร้อนไปทั่ว ...
การล่าแม่มด ก็เอาศาสนามาอ้าง คนตายไปเท่าไหร่ นี่ก็เพราะศรัทธา
เนื่องจากศรัทธาเป็นสิ่งละเอียดอ่อน คนเราสามารถศรัทธาในทางที่ผิด เพราะเข้าใจผิด ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและเปลี่ยนมาเป็นศรัทธาได้ง่าย และยังถูกเข้าใจผิดในฐานะผู้ศรัทธาได้ง่ายเข้าไปอีก
และมันก็ง่ายมากที่จะเข้าใจผิดในคนที่ศรัทธาอะไรไม่เหมือนกับตัวเอง
ส่วนตัวผมเชื่อว่าผมไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ทำประโยชน์ให้สังคมได้ แถมตัดโอกาสความเข้าใจผิด ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และลดโอกาสการถูกเข้าใจผิดลง หนึ่งเรื่อง ชีวิตน่าจะดีกว่า
=========================================
สรุปสั้นๆจากสองท่อนที่ว่ามา
ผมชอบศาสนาแต่ผมไม่อยากอยู่ด้วยศรัทธา
ผมไม่ชอบกล้ามเนื้อสามัคคี เพราะมันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความแตกแยก
ลองคิดดูว่า ถ้าทุกคนอยู่เพื่อประโยชน์มวลรวม
มุ่งไปในทางที่จะลดความอดอยากของสังคมโลก
มุ่งให้ทุกคนมีงานทำ มีการเป็นอยู่ที่สามารถภาคภูมิใจในตนเองว่าไม่ได้ขอใครกิน
ไม่ต้องมีความสามัคคีเป็นหมู่คณะ ไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ว่าอยู่ได้นะ
--------------------------------------------------------
entry นี้ sensitive มากเลยนะนี่ =_=''

ส่วนตัวแล้วผมเองก็ให้ความเคารพแก่ศาสนาทุกศาสนานะ .. แต่ว่าก็อย่างที่คุณเขียนเอาไว้นั่นล่ะ ผมเองก็ไม่ศรัทธา เพราะผมได้เห็นการนำศรัทธามาใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์-เข่นฆ่ากันเองหลายต่อหลายครั้ง
ครอบครัวของผมก็เป็นคนพุทธ ในขณะที่ผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนคาธอลิก ในบางครั้งผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำสอน ( ที่ถูกตีความมา ) ของทั้ง 2 ศาสนานี้บางอย่าง ในปัจจุบันนี้ผมเลยกลายเป็นคนไม่มีศาสนาในทางปฏิบัติไป เพราะผมเห็นว่าสิ่งที่ผมถูกสอนมา บางอย่างมันก็ดี แต่บางอย่างมันเป็นการผูกมัดให้คนรู้สึกว่าต้องยึดติดกับมันแล้วสุดท้าย ศรัทธาก็จะถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือของความรุนแรงไป
" ไม่ต้องมีความสามัคคีเป็นปมู่คณะ ไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ว่าอยู่ได้นะ " ถูกต้องที่สุดเลยครับ ! เพียงแค่ทุกคนมีความเห็นอกเห็นใจกัน ไม่คิดจะเอาเปรียบกันและกัน เท่านั้นเอง
อย่างว่า .. ง่ายๆแต่ก็ทำไม่ได้กัน
#1 By VEILCHEN on 2006-10-17 09:07