คุณเคยสังเกตุหรือไม่ ...
ทำไมเด็กช่างกลตีกัน ...
ทำไมประเทศทำสงครามกัน ...
ทำไมบางศาสนาถึงโจมตีกัน รบกันเป็นพันปีไม่ยอมเลิก ...

ทั้งหมดนี้ เพราะเขารักใคร่สามัคคีกลมเกลียวกันนั่นเอง ...

ฟังดูแปลกๆไหมครับ ?

ไม่แปลกหรอก ครับ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ต้องการความรู้สึกปลอดภัย
เมื่ออยู่รวมกับฝูง จะรู้สึกว่าตนเองมีพลังมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น
และสามารถต่อกร กับสิ่งที่มารุกรานได้มากขึ้น รวมถึงแสดงอำนาจรุกรานผู้อื่นมากขึ้น
แน่นอน ผู้ถูกรุกราน ก็จำเป็นต้องรวมกลุ่มเป็นกลุ่มก้อน เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยและ
ไม่ถูกรุกราน

เมื่อมีกลุ่มสองกลุ่มที่มีความเข้มแข็งในทางกายภาพ มีความรู้สึกว่าตนเองถูกคุกคาม
ก็จะทำการโต้ตอบเพื่อให้อีกฝ่ายทราบว่า ตนเองมีศักยภาพในการป้องกันตัว
อันนี้เหมือนฝูงควายไบซัน ที่รวมกันเป็นฝูง วิ่งเข้าใส่สิงโต เพื่อตอบโต้ ประกาศว่า
อย่ามากินพวกฉันนะ สู้นะเหวย! แต่พออยู่ตัวเดียว ก็วิ่งแจ้นหนีสิงโต

แต่ในกรณีของคน เช่นเด็กช่างกลอันทพาล(อันหมายความเฉพาะบรรดาคนที่ชอบ ก่อเรื่องวิวาท เป็นเดือดร้อนของสังคม มิได้รวมถึง บรรดาช่างกลตั้งใจเรียนทั้งหลาย ) อันที่จริงแล้วพวกหัวโจกตัวร้ายทั้งหลาย
อยู่คนเดียวก็อันตรายในเชิงกายภาพอยู่แล้ว แต่ความจริงแล้วในด้านจิตใจ คนเหล่านี้
มีึความรู้สึกไม่ปลอดภัยในตนเอง จึงได้แสดงออกมาเช่นนั้น คนเหล่านี้หากให้ไปสมัครงาน หรือทำโครงการใดๆ ให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน จะไม่มีความกล้าที่จะเริ่มต้น ไม่ความความมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ อันนี้ พอเข้าใจได้ว่าเป็นปมด้อยในจิตใจ เมื่อมารวมกลุ่มกัน ก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย สิ่งที่ตนเองมี นั่นคือพละกำลัง ... ไม่ใช่มันสมอง

ทีนี้ ถ้ามันมีไอ้แบบที่ว่านี่ สองกลุ่ม มาพบกัน จริงๆแล้วในใจลึกๆ มันก็กลัวด้วยกันทั้งนั้น
สิ่งมีชีวิตนี่ก็แปลก ยิ่งกลัว ยิ่งทำซ่า ดูแมวหรือ กิ้งก่าเป็นต้น ขูขนลูกตัวชันแผงคอพรึ่บๆ จริงๆแล้ว กลัวใจจะขาด ทำซ่าอยู่ได้ ทั้งนี้เนื่องจากสัญชาติญานสอนไว้ให้แสดงความ สามารถในการต่อสู้ อีกฝ่ายจะได้ไม่รุกราน พอไอ้สองกลุ่มข้างบนมันเจอกัน ก็เลยแสดงความซ่า เพื่อข่มอีกฝ่าย ไม่ให้มารุกรานตนเอง แต่อีกฝ่ายก็จะพบว่า การขู่นั้น คือการรุกราน ไม่ใช่การป้องกันตัว ก็จะทำการป้องกันตัวด้วยการ รุกรานกลับ ออกมาได้ผลลัพท์เป็น ไบซันสองฝูงวิ่งชนกัน -__-' ไม่ก่อประโยชน์สร้างสรรแต่อย่างใด

ทั้งนี้เพราะเขารักเพื่อนรักฝูง รักด้วยพละกำลัง ไม่ได้รักด้วยสมอง
ช่วยเหลือเพื่อนด้วยกล้ามเนื้อ ไม่ใช่สติปัญญา ( แน่นอน ถ้าเพื่อรถดับ บางทีก็ต้องใช้กล้ามเนื้อเพื่อเข็นรถ แต่การตีกัน ไม่ใช่การเข็นรถ ควรใช้สติปัญญา )

ความสามัคคีอันนี้เองที่นำไปสู่การต่อสู้ เพื่อให้กลุ่มก้อนของตัวเองอยู่รอด
นำไปสู่ความคิดที่ว่า กลุ่มของตนต้องอยู่รอด ต้องเอาชนะ ต้องยิ่งใหญ่กว่า
ในเมื่อต้องการเอาชนะด้วยกันทุกกลุ่ม มันก็ต้องมีการต่้อสู้ ไอ้ที่แพ้ ก็หาเรื่องเอาชนะ
ไอ้ที่ชนะ ก็ต้องรักษาสถานภาพ สุดท้ายมันก็ตีกันไม่เลิก

ทีนี้ไอ้พวกที่ทำตัวมีปัญหา ชอบสร้างปัญหาทั้งหลายก็จะใช้ประโยชน์ในการที่
มีเพื่อนๆกล้ามเนื้ออยู่เยอะ ในการไปก่อเรื่องวิวาท แล้วใช้พวกพ้องปกป้องเป็นประโยชน์
แทนที่จะยืิดอกต่อสู้ปัญหาด้วยตัวเอง

จริงๆแล้วถ้ายกเลิกมันซะให้หมด ใช้ชื่อ ช่างกลหมีน้อยแพนด้า กันให้หมดทั้งประเทศ มันก็คงจะหมดปัญหาไปเยอะ เครื่องแบบ แต่งให้เหมือนกันหมด ชื่อเหมือนกันหมด
ดูซิจะหาเหตุอะไรมาตีกันอีก ไอ้พวกก่อเรื่องก็รับเรื่องของตัวเองไป ไม่ต้องเอาสถาบันมาอ้าง

(จบท่อนที่หนึ่ง)

----------------------------------------------------------------------


ในชีวิตของผม วัยเด็กเติบโตมาในโีรงเรียนคาทอลิก
มีพ่อแม่นับถือศาสนาพุทธ และแน่นอน แถวบ้านผมมีคนอิสลามอยู่เยอะพอควร
เพราะอยู่ใกล้บางกะปิ (อันแผลงมาจาก บางคับปิยะ , คับปิยะ แปลว่า หมวกที่สวมศรีษะของอิสลาม บางกะปิ จึงแปลว่าถิ่นที่มีคนสวมคับปิยะเยอะๆ เช่นเดียวกับ บางมด มีมดเยอะ เพราะปลูกส้ม ... )
ในช่วงชีวิต วัยสิบกว่าๆ จนถึงประมาณยี่สิบต้นๆ ผมใช้เวลาส่วนหนึ่งในการอ่านไบเบิ้ล และศึกษา ศาสนาพุทธ รวมทั้งพระคัมภีร์อัลกุรอาน (ในส่วนสุดท้ายนี้ เนื่องจาก resource หาไม่ค่อยได้ จึงได้อ่านเพียงสี่เล่มจากห้องสมุด ในขณะที่ พุทธและคริสต์ หาได้ง่ายกว่ามาก อาจจะเพราะผมไม่ใช่คนในศาสนาอิสลาม จึงไม่ทราบแหล่ง ครั้งจะถ่อไปห้องสมุดแห่งชาติก็โคตรจะไกล )

จากการศึกษาแล้ว ผมพบว่าตนเองไม่ชอบนโยบายของศาสนาพุทธสักเท่าไร
เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเข้าใจผิดได้ง่าย จากการตีความของผู้ที่ดูเหมือนรู้
หลายท่าน บางท่านมีแนวทางการตีความคำสอนของศาสนาไปในแนว ออกอ่าวออกทะเลเช่น การให้อภัยพร่ำเพรื่อ เห็นคนอื่นเกียจคร้าน ก็ให้อภัย เห็นคนแซงคิว ก็ให้อภัย วางเฉย ไม่มีเรื่อง มีราว ซึ่งอันที่จริงเป็นการบิดเบือนหลักคำสอนของศาสนา เพื่อใช้ในความสะดวกใจส่วนตัวที่จะเพิกเฉยต่อการกระทำผิด ซึ่งยังเป็นกันอยู่ในวงกว้าง ในอีกหลายๆประเด็น นอกจากยี้ ผมไม่นิยม นโยบายการให้อภัย ครับ ผมนิยม นโยบาย การลงโทษ และทำประโยชน์ชดเชย
ดังนั้นหากต้องถูกนับรวมเข้ากับบุคคลเหล่านี้ ต่อให้ไม่มีศาสนา ผมก็ยังเชื่อว่ายังทำประโยชน์และความเจริญให้สังคมได้มากกว่าคนประเภทดังกล่าวเยอะ
ส่วนบรรดาท่านผู้เห็นซึ้งหลักธรรมทางพุทธศาสนา และนำไปปฎิบัติในการครองตน ให้มีความสุขทางใจ และมีประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต ผมยินดีกับท่านแล้วครับ

ส่วนคริสต์และอิสลาม อันที่จริงรวมศาสนาพุทธเข้าไปด้วย มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจ ว่าจะเป็นคนไร้ศาสนา นั่นคือ "ศรัทธา" ผมเป็นคนไม่มีศรัทธา ครับ
ผมไม่ศรัทธาอะไรที่ดูเหนือธรรมชาติ ผมไ่ม่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก และผมไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าเกิดมา มีดอกบัวโผล่มารองพระบาท เรื่องพวกนี้ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องแต่งเพื่อใช้สื่อสารข้อความที่แฝงมาด้วย
เพื่อใช้จรรโลงใจ และเป็นคติธรรมของแต่ละศาสนา เพื่อให้คนทั่วไป เข้าถึงได้ง่าย
เกิดความสนิทสนม อุ่นใจกับศาสนา ไม่มองเป็นของแปลก ของสูง ของยากที่ไม่สามารถเข้าใจได้

ผมนับถือ และให้การเคารพต่อหลักศาสนา ทุกศาสนาที่มุ่งเน้นให้คนเป็นคนดี*
และครองตนอย่างมีสติ แต่ผมไม่อาจยอมรับนับถือศาสนาที่ประกอบไปด้วยศรัทธาได้
ศรัทธาเป็นสิ่งละเอียดอ่อน และถูกชักนำให้เข้าใจไปในทางที่ผิดเพื่อประโยชน์ของผู้ชี้นำ ได้โดยง่าย จากประวัติศาสตร์ สงครามใหญ่ๆ ถ้าไม่เกิดจากการต้องการแสดงความยิ่งใหญ่ของชนชาติตน ก็ต้องเกิดจากผู้นำบ้าศาสนา และหลอกพาประชาชนของตนเองออกไปไล่ล่าศาสนาอื่น
แม้แต่การก่อการร้ายในปัจจุบันก็ตาม มันทำให้คนส่วนใหญ่มองศาสนาอิสลามในแง่ร้าย ทั้งนี้เพราะอิสลามก็เป็นศาสนาที่มีศรัทธาเป็นส่วนประกอบ จึงถูกผู้ก่อการร้ายบิดเบือนคำสอน เพื่อหลอกลวงประชาชนโลกว่า นี่เป็นการทำเพื่อศาสนา พวกคนในศาสนาที่ไม่เข้าใจก็หลงเชื่อไปกับเขา คนนอกศาสนา ที่ไม่เข้าใจก็ไปเกลียดเขาเหมารวมเพราะเข้าใจผิดในศรัทธาของอิสลาม ที่เข้าใจก็วางเฉย (มีึคนแถวบ้านเคยพูดให้เข้าหูว่า นี่ไง อุเบกขา วางเฉย ... น่าถีบสักเปรี้ยงจริงๆ)

แน่นอน สงครามครูเสด ก็พระราชานำทัพศาสนาไปรบกับเขา เดือดร้อนไปทั่ว ...
การล่าแม่มด ก็เอาศาสนามาอ้าง คนตายไปเท่าไหร่ นี่ก็เพราะศรัทธา

เนื่องจากศรัทธาเป็นสิ่งละเอียดอ่อน คนเราสามารถศรัทธาในทางที่ผิด เพราะเข้าใจผิด ในสิ่งที่ตัวเองเชื่อและเปลี่ยนมาเป็นศรัทธาได้ง่าย และยังถูกเข้าใจผิดในฐานะผู้ศรัทธาได้ง่ายเข้าไปอีก
และมันก็ง่ายมากที่จะเข้าใจผิดในคนที่ศรัทธาอะไรไม่เหมือนกับตัวเอง

ส่วนตัวผมเชื่อว่าผมไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ทำประโยชน์ให้สังคมได้ แถมตัดโอกาสความเข้าใจผิด ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น และลดโอกาสการถูกเข้าใจผิดลง หนึ่งเรื่อง ชีวิตน่าจะดีกว่า


=========================================

สรุปสั้นๆจากสองท่อนที่ว่ามา

ผมชอบศาสนาแต่ผมไม่อยากอยู่ด้วยศรัทธา
ผมไม่ชอบกล้ามเนื้อสามัคคี เพราะมันจะนำมาซึ่งความเดือดร้อนและความแตกแยก

ลองคิดดูว่า ถ้าทุกคนอยู่เพื่อประโยชน์มวลรวม
มุ่งไปในทางที่จะลดความอดอยากของสังคมโลก
มุ่งให้ทุกคนมีงานทำ มีการเป็นอยู่ที่สามารถภาคภูมิใจในตนเองว่าไม่ได้ขอใครกิน

ไม่ต้องมีความสามัคคีเป็นหมู่คณะ ไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ว่าอยู่ได้นะ

--------------------------------------------------------

entry นี้ sensitive มากเลยนะนี่ =_=''






Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

เห็นด้วยมากที่สุดกับการทำผิดแล้วให้อภัยเนี่ย .. ไม่สร้างสรรค์เลย =__= ทำผิดก็ต้องโดนลงโทษสิ ทำผิดก็ต้องชดใช้ ชดเชย ไม่ใช่ได้รับการอภัย

ส่วนตัวแล้วผมเองก็ให้ความเคารพแก่ศาสนาทุกศาสนานะ .. แต่ว่าก็อย่างที่คุณเขียนเอาไว้นั่นล่ะ ผมเองก็ไม่ศรัทธา เพราะผมได้เห็นการนำศรัทธามาใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์-เข่นฆ่ากันเองหลายต่อหลายครั้ง

ครอบครัวของผมก็เป็นคนพุทธ ในขณะที่ผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนคาธอลิก ในบางครั้งผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับคำสอน ( ที่ถูกตีความมา ) ของทั้ง 2 ศาสนานี้บางอย่าง ในปัจจุบันนี้ผมเลยกลายเป็นคนไม่มีศาสนาในทางปฏิบัติไป เพราะผมเห็นว่าสิ่งที่ผมถูกสอนมา บางอย่างมันก็ดี แต่บางอย่างมันเป็นการผูกมัดให้คนรู้สึกว่าต้องยึดติดกับมันแล้วสุดท้าย ศรัทธาก็จะถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือของความรุนแรงไป

" ไม่ต้องมีความสามัคคีเป็นปมู่คณะ ไม่ต้องมีศาสนา ผมก็ว่าอยู่ได้นะ " ถูกต้องที่สุดเลยครับ ! เพียงแค่ทุกคนมีความเห็นอกเห็นใจกัน ไม่คิดจะเอาเปรียบกันและกัน เท่านั้นเอง

อย่างว่า .. ง่ายๆแต่ก็ทำไม่ได้กัน

#1 By VEILCHEN on 2006-10-17 09:07

อ่านแล้วก็ต้อง..เอาศาสนาพุธที่ตนเองนับถือมาพูดหน่อย "นา นา จิตตัง"

#2 By Unakite on 2006-10-17 09:21

อย่างน้อย พออ่านประโยคสุดท้าย ก็ทำให้รู้ว่าตัวเราเองเปิดกว้างพอควร

เรื่องของศาสนา เอาเข้าจริงๆ ตอนไปทำบัตรประชาชนครั้งใหม่ก็แอบอึ้งไปเหมือนกันว่าจะใส่ศาสนาอะไร .. ไม่ใช่ว่าไม่นับถือพุทธ แต่ ไม่เคยเข้าวัด ไม่ค่อยไปประกอบพิธีกรรมอะไรทั้งหลาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่ ไม่นับถือ (ซ้อนปฏิเสธ) ศาสนาคริสต์ เพราะหลายๆ คำสอน ก็น่าสนใจดีมากๆ

แต่ละศาสนา ก็มีจุดเด่นๆ ต่างๆ กันไป แต่ที่แน่ๆ คือ ให้อยู่อย่างไม่ระรานคนอื่น แล้วก็มีจิตใจเผื่อแผ่ต่อกัน ถ้าทุกๆ คนทำได้แบบเดียวกัน ก็จะไม่มีการให้อภัยแบบไม่ Make sense ข้างต้นเกิดขึ้น

ส่วนเรื่องข้างบน ชอบที่ยกเอามาพูด เห็นได้ชัดเจนมากๆ .. คล้ายๆ กันกัยที่เคยคิดว่า ถ้าเปลี่ยนจาก our country เป็น our world อะไรๆ มันคงดีกว่านี้

ชอบ Entry นี้แฮะ :)

#3 By gsawa on 2006-10-17 09:40

ประเด็นเรื่องศาสนานี่เห็นด้วยและคิดเหมือนกันเลยแฮะโลมา *-*

แต่เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่มนุษย์ก็ยังมีทั้งที่ฉลาดจนเกินไปกับไม่ฉลาดจนเกินไปอยู่ด้วยกันในทุกกลุ่ม ทุกสังคมหล่ะมั้ง ที่มันทำให้ไอ้ความคิดบางอย่างมันแทบจะเป็นไปไม่ได้ - -" .............

#4 By Silver on 2006-10-17 12:55

คำสอนในศาสนาพุทธก็เหมือนวิธีทำไข่เจียวให้อร่อย
ถ้าทำตามก็อาจจะได้กินไข่เจียวอร่อย หลังจากพยายามทำไข่เจียวกินมาหลายร้อยรอบก็ไม่อร่อย

แต่บางคนรู้แล้วลองทำตามแล้วกินไม่อร่อยก็มี

อยากจะพูดหน่อยว่า กฎการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ กับ แนวความคิดทางศาสนาพุทธ มันคนละเรื่องกัน แม้ว่าหลายคนจะพยายามยกมาเป็นข้ออ้างเพื่อจะทำนั้นทำนี้หรือไม่ทำนั้นทำนี่

มันเป็นเพียงการตัดสินใจจากการฟังแต่ไม่ศึกษา

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีเหตุผล ตัวศาสนาไม่สนใจหรอกว่าใครไม่เชื่อหรือลบหลูอย่างไรเพราะมันก็คือวิธีทอดไข่เจียวให้อร่อย

ถ้าคุณไม่คิดจะกินไข่ ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องสนใจ

#5 By ~fs writer~ on 2006-10-17 13:09

ถ้าศาสนาเหมือนวิธีทอดไข่เจียว แต่ละศาสนาก็ทอดคนละอย่าง แต่ละคนถ้าทำตาม ก็อาจจะได้กินไข่เจียวที่อร่อย

แต่ถ้าผมก็ทอดไข่เจียวของผมอยู่แล้ว และไม่ได้อยากจะ กินไข่เจียวฝีมือคนอื่น หรือวิธีอื่น ผมเองก็ไม่สนใจ แต่แน่นอน มีคนที่ทอดไข่เจียวด้วยวิธีต่างๆ พยายามจะมาบอกให้ผมทอดแบบเขา ก็ได้แต่บอกว่า ... ผมทอดของผมกินเอง อร่อยพอแล้ว เอิกส์ๆๆ

#6 By angelsong on 2006-10-17 13:12

มันก็พอๆกับกฏกติกาต่างในสังคมที่ตราไว้เพื่อเป็นความมีระเบียบ แต่พอมาใช้จริงๆในหลายๆพื้นที่ผลกลับไม่เหมือนกัน โดนบิดเบื้อนเป็นเครื่องใช้สำหรับพวกหัวใสไปซะชิบ
เห็นด้วยเรื่องศาสนาไหนก็ได้ ขอให้เป็นดนดีของสังคมก็พอ
นานๆโลมาเขียนยาวแหะ เขียนแบบนี้ให้ได้บ่อยๆดิ

#7 By Ellebazi on 2006-10-17 13:16

sensitive มากเลยค่ะ entry นี้...
แต่ก็น่าสนใจดี สิ่งที่คุณเขียนทำให้เซลล์สมองเราทำงานมากกว่าวันปกติ น่ายินดีจริงๆ

เราว่านะ มันเป็นอะไรที่ง่ายเกินไปกับความคิดเห็นที่ว่าสังคมเราไม่ต้องมีความสามัคคี กับไม่มีศาสนา
ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว เราจะมีชีวิตแบบไหน เราก็คิดไม่ออกจริงๆ ในเมื่อเราไม่มีสำนึกในการร่วมมือกันทำงานเพื่อบรรลุจุดประสงค์ต่างๆ และเราก็ไม่มีทางรู้ด้วยว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้มันเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
(ตรงนี้ถ้าเราตีความผิดก็ขออภัย เรายังสับสนอยู่ว่าที่คุณเขียนนั้นหมายถึง ไม่ต้องการให้ศาสนามีตัวตนในโลกเลย หรือยังมีศาสนาอยู่แต่คนไม่ต้องศึกษาไม่ต้องยึดถือศาสนาใดๆ...==a)

และเรื่องความสามัคคีทำให้สังคมแตกแยกน่ะ เราว่ามันไม่น่าจะเรียกว่าความสามัคคีด้วยซ้ำ มันก็เป็นแค่การรวมกลุ่ม ทำในสิ่งเหมือนๆกัน ไม่ว่าจะดีจะเลว (คำว่าสามัคคี มันต้องออกมาในทางที่เหมาะสมสิ =''=) ทางแก้ไม่จบที่เอามาคนเหล่านี้มารวมกันภายใต้เครือข่ายเดียวกันหรอกนะ ดูอย่างเด็กๆขนาดเรียนโรงเรียนเดียวกัน เรียนชั้นเดียวกัน เรียนห้องเดียวกัน นั่งโต๊ะข้างๆกัน มันยังยกพวกมาตบตีทำสงครามน้ำลายกันได้...

และเรื่องที่นโยบายของศาสนาที่ชวนให้เข้าใจผิดเนี่ย...ยากนะ...เราก็ไม่เคยอ่านพระธรรมระดับพระไตรปิฎกซะด้วยไม่รู้ว่าชวนให้เข้าใจผิดขนาดไหน แต่สำหรับเราเมื่อได้หยิบได้อ่านหนังสือธรรมะแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่ชวนให้เข้าใจผิดมากมายหรอกนะ มันอยู่ที่การนำไปใช้มากกว่าโดยเอาคำสั่งสอนจากทางธรรมไปใช้กับทางโลก ซึ่งตอนนี้กิเลสคนมันก็เยอะอยู่แล้วด้วย ยิ่งกิเลสมาก ยิ่งใช้ยาก จนใช้กันอย่างผิดๆ

ให้อภัย...ถ้าให้ได้ก็ควรให้ ให้ไม่ได้ ก็ปลงซะ เพราะเป็นทางที่ทำให้จิตใจสงบ ลดความอาฆาต การจองเวร และเรื่องคนเกียจคร้านแล้วให้อภัยเนี่ย...ไม่เคยได้ยิน(???) การปล่อยให้คนเกียจคร้านต่อไปคือการทำร้ายคนๆนั้นต่างหาก ถ้าเป็นการช่วยคือเข้าไปจี้ให้มันขยันมากขึ้น และการวางเฉย ไม่ใช่การวางเฉยกับพฤติกรรมของคน แต่เป็นการปล่อยวางจิตใจตัวเองไม่ให้ไหลไปกับกิเลส คิดๆดูแล้วมันยากที่จะเข้าใจจริงๆด้วยซิ...

เรื่องศรัทธามันละเอียดอ่อนมากๆ เอาเป็นว่า ศรัทธาอย่างมีสติเป็นทางที่ดีที่สุด

ช่างเป็นหัวเรื่องที่ยากจริงๆ...
เรานับถือในความคิดเห็นของคุณนะ

#8 By kororo on 2006-10-17 13:36

ตอบ kororo -__-''

ผมหมายถึงแค่ตัวผม เชื่อแบบนั้นเท่านั้นเอง
ว่า ถ้ามุมมองของผมคือ ทุกคนทำเพื่อมวลรวม
และคำว่าทำเพื่อมวลรวมหมายถึง สิ่งที่ผมเขียนข้างบน
ผมไม่ต้องมีศาสนาก็ได้ -__-' ไม่ได้เชิญใครมานอกรีตกับผมด้วยหรอกครับ

ผมทำไข่เจียวกิน จะเลียนแบบก็เชิญ
แต่ผมไม่ไปวิ่งไล่ตามบอกให้ชาวบ้านมาเจียวไข่ด้วย วิธีของผม และไม่ชอบให้คนมาบอกให้ผมเปลี่ยนวิธี
เจียวไข่ ก็เท่านั้นเอง กินแบบนี้ผมเชื่อว่าพอแล้ว

#9 By angelsong on 2006-10-17 13:47

มันแก้ reply ไม่ได้แฮะ
ตอบ kuroro ต่ออีกนิด อยากให้อ่านอีกนิดนึง
ในหนังสือธรรมะ ไม่มีเขียนไว้ครับ และพระพุทธเจ้า ไม่เคยตรัสว่าให้อภัยคนขี้เกียจ แต่คนที่เรียนมา มักจะบิดเบือนเข้าข้างตัวเอง เพื่อความขี้เกียจส่วนตัว
ไม่ทำงานเต็มที่ บอก ทางสายกลาง
เห็นคนอื่นทำผิด ไม่ทำอะไร บอกวางเฉย
เหล่านี้ไม่ได้แสดงถึงว่าศาสนาสอนผิด แต่คนที่รับไปทำ บิดเบือนเอง

#11 By angelsong on 2006-10-17 13:53

พูดกันตรงๆ บันทึกศาสนาในปัจจุบันก็เหมือน บันทึกประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งมนุษย์รับฟังกันต่อๆมาแล้วนำมาเขียนบันทึกเป็นตัวอักษร
บันทึกที่มีคนยอมรับมากกว่าก็อยู่รอด บันทึกที่มีคนยอมรับน้อยกว่าก็ถูกลืม หรือถูกตราว่าเป็นของปลอม

ดังฉะนี้ เรามานับถือลัทธิโลมากันเถอะ

#12 By Rico on 2006-10-17 14:22

ผมว่าต้นเหตุจริงๆ ของมนุษย์คือความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้อะครับ พอไม่รู้ก็ศรัทธา เหมือนเมื่อก่อนที่บูชาเทพเจ้าสายฟ้า แผ่นดินไหวจนต้องมีบูชายัญเสามนุษย์ต่างๆ ตอนจบมาทุกวันนี้พอเรารู้แผ่นดินไหวเกิดจากอะไร ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร ก็ไม่มีของแบบนี้อีก ดังนั้นเห็นด้วยกับการให้การศึกษา

เริ่มไปไกล แล้วผมว่าเพราะความไม่รู้ เลยมีคนกลุ่มหนึ่งมาแอบอ้างว่ารู้ อันเกิดจากการตั้งใจหรือไม่ตั้งใจตีความผิดๆ แล้วคนอื่นเขาไม่รู้ก็เลยเชื่อก็เลยเฮโลกันไป ดั่งยุคล่าแม่มดอันน่าเวทนาของศาสนาศริส

ตัวผมนั้นยึดศาสนาพุทธซึ่งผมก็เห้นว่ามัน work ในหลายอย่าง แต่ไม่ได้นับถือคนที่มาจากศาสนานั้นสักกะติ๊ด พระแต่ละคนเป็นเสมือนสิ่งที่เป้นรูปธรรมจากนามธรรมในคำสอนเฉยๆ คนสมัยนี้บวชเป้นพระยังละทางโลกไม่ได้เยอะแยะ

ปล เห็นด้วยกับการให้อภัย ผมคิดว่าการให้อภัยนอกจากทำให้เขาไม่หลาบจำแล้วยังสร้างบรรทัดฐานผิดๆของการทำผิดแล้วต้องได้รับการให้อภัยไปพร้อมๆกัน หรือแม้กระทั่งสังคมที่ยกย่องคนที่ทำเลวมาแล้วกลับตัวเป้นคนดีว่าเป้นคนที่ดีกว่าคนที่ดีมาตลอด อันนี้ก็แปลกๆ ยังไงคนที่เลวแล้วเป้นคนดีก็เลวมาก่อน แต่คนดีมาตั้งแต่แรกนี่กลับถูกสังคมว่าว่าเป้นคนธรรมดาไปซะงั้นมันแปลกๆเนอะ

#13 By dd (161.200.255.161) on 2006-10-17 17:14

ผมว่าศาสนามีหลักคำสอนให้เป้นคนดี ซึ่งต้องใช้ปัญญาประกอบ
บางอย่างทำตามตลอดในยุคนี้ก็ใช่ว่าจะดี
โตแล้วตัดสินใจเองได้

#14 By cg on 2006-10-18 23:50

คุณต้องศึกษาศาสนาให้มากกว่านี้ คำว่าการให้อภัย ไม่ใช่ การยกโทษให้โดยไม่ลงโทษ ไม่ชดใช้ และการหาวิธีลงโทษหาวิธีให้ชดใช้นั้นต่างหากที่ก่อให้เกิดความแตกแยกสงครามวุ่นวายทุกวันนี้ เพราะทุกคนมองว่ามันผิดมันสมควรได้รับการลงโทษเป็นการตอบแทน ซึ่งที่จริงมันก็ไม่เกี่ยวกับศาสนานี่หน่า ศาสนายังบอกด้วยซ้ำว่ากรรมจะลงโทษมันเอง คิดแบบนี้สงบได้ส่วนหนึ่งคือใจด
เรา การอภัยที่ผมคิดนะ คือมีคนมาขโมยของผมผมทำใจอภัยให้(เพราะไม่อภัยมันก็เครียดในใจ ทางการแพทย์บอกไม่ดี ที่สำคัญก็ไม่รู้จะตามคืนที่ไหนฉนั้นอภัยเป็นทางเลือกที่ดี) แต่ถ้ามันมาขโมยตู้โทรศัพท์นี่ซิมันต้องมีการลงโทษ(ตามกฎหมาย ไม่ใช้ว่าให้เอาการอภัยมาใช้ในกรณีนี้) ที่แปลกคือถ้าขโมยตู้โทรศัพท์แล้วยังเฉยนี่ต่างหากแปลก ที่พูดมาอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ(ก็ผมเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่สิ่งที่กระทบเราควรคิดให้อภัย (เราจะได้ประโยชน์ทางร่างกายจิตใจ) สิ่งที่กระทบส่วนรวมควรกำหนดโทษ (สาธารณะได้ประโยชน์) จบ ไม่เห็นด้วยคุณจะโกรธผมหรือให้อภัยผมดี !!!!!

#15 By (202.44.139.173) on 2007-08-07 11:31

ผมนับถือ ศาสนาพุทธ ก็ เนื่องมาจากหลักของเหตุและผล ครับ
ผมว่าใกล้ เคียงวิทยาศาสตร์ดี

#16 By blueblurryeyes on 2007-12-26 15:06