Bubble & Recession และ ผมเกลียดสนธิ
posted on 26 Apr 2006 01:03 by angelsong
พระราชดำรัสมันยังบิดเบือนตัดทอนให้ประชาชนเข้าใจผิด
มีม๊อปไล่สนธิที่ไหนไหมครับ ผมจะไปชุมนุม
ตัวเลขความเสียหาย และการชะลอการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
และภาคเศรษฐกิจพื้นฐาน สูงกว่างบประมาณที่หายไปแบบไม่ชอบมาพากลแล้ว
หุ้นที่ขึ้นเอาๆ ตอนนี้ ก็เพราะปัจจัยรายรอบที่ร่วมกัน speculate ตลาด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยมูลฐานของประเทศเลย
บอกตรงๆ ตอนนี้ ประเทศไทยอยู่ที่จุดรอยแยก ระหว่างการเริ่มต้นของ Bubble
edit @ 2006/04/26 01:34:33
มีม๊อปไล่สนธิที่ไหนไหมครับ ผมจะไปชุมนุม
ตัวเลขความเสียหาย และการชะลอการลงทุนภาคอุตสาหกรรม
และภาคเศรษฐกิจพื้นฐาน สูงกว่างบประมาณที่หายไปแบบไม่ชอบมาพากลแล้ว
หุ้นที่ขึ้นเอาๆ ตอนนี้ ก็เพราะปัจจัยรายรอบที่ร่วมกัน speculate ตลาด
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยมูลฐานของประเทศเลย
บอกตรงๆ ตอนนี้ ประเทศไทยอยู่ที่จุดรอยแยก ระหว่างการเริ่มต้นของ Bubble
กับ Recession ไม่แน่ว่าอย่างไหนจะมา
ผมคิดว่าถ้าไม่มีสนธิหรือพวกม๊อปพันธมิตร สิ่งที่จะเกิดคือ bubble
แล้วก็ขึ้นกับฝีมือรัฐบาลว่า จะชะลอ bubble และสร้าง พื้นฐานของเศรษฐกิจ ตามได้ทันไหม
แต่ในเมื่อม๊อปที่ว่ากู้ชาติ ๆ มันยังไม่เลิกดังนี้ ถ้าส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
ในภาคเอกชนเมื่อไหร่ Recession มาแน่นอน แล้วมันจะเลวร้ายกว่า Bubble เยอะ
เพราะ Bubble คนที่จะซวย ก็คือคนที่ทะลึ่งเล่นหุ้น เล่น อสังหา ตามกระแส ทำอะไรเกินตัว
ก็ควรจะโดนกันบ้าง
แต่ Recession period นี่ โดนกันทุกคนถ้วนหน้า แล้วโดนกัน ยาวๆด้วยนะครับท่าน
ที่นี้ Bubble กับ Recession period คืออะไร อธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำมันแพงขึ้นทุกวันนี้
มันทำให้ต้นทุนการขนส่ง การเดินทาง และอื่นๆ แพงขึ้น แม้จะไม่มาก
ผู้ผลิตวัตถุดิบ ย่อมทำการผลักภาระให้ผู้อื่นด้วยการขึ้นราคาสินค้าของตนเอง
จากนั้น ผู้ที่รับวัตถุดิบในราคาที่สูงขึ้นไปผลิตสินค้าและบริการ ก็ผลักภาระให้ผู้บริโภคอีกที ด้วยการขึ้นราคา ผู้บริโภค ก็บริโภคสินค้าที่แพงขึ้น ที่นี้ ก็มาุถึงจุดเปลี่ยน ถ้าความมั่นใจทางเศรษฐกิจมีสูง ประชาชนก็จะยังมีโอกาสได้รายได้มากขึ้น เพราะภาคเอกชน เห็นว่าเศรษฐกิจ ยังจะโต ก็ยังคงมีการขยับฐานเงินเดืิอนให้พนักงาน เงินเดือนมากขึ้น ก็บริโภคได้ดังเดิม หรือถ้าเติบโตทางการงาน ก็บริโภคได้มากกว่าเดิม
เป็นวัฐจักร ถ้าคนมั่นใจมากๆ เงินที่หมุนในระบบ ก็จะโตเอาๆ สินค้าหรูหราก็ขายดี หมุนวนไปเรื่อยๆ ขึ้นกับฝีมือรัฐ ว่าจะจัดการให้ยั่งยืนได้ไหม หรือจะล่มสลายสบู่แตกโพละ
พอมันแตก พวกอะไรที่แพงเกินเหตุ ก็จะกลับสู่ความเป็นจริง วัตถุดิบอะไรที่เคยขายกันแพงเวอร์ ก็ลดกลับมาสู่ราคาที่เป็นจริง ทุกคนตื่นจากฝัน แล้ว
ทำมาหากินกันต่อไปอะไรที่เคยบริืโภคเกินตัวก็กลับมาบริโภคสิ่งที่สมควร ทำงานทำการ จนเศรษฐกิจไปถึงทางแยกอีกครั้ง
แต่ทีนี้กลับกัน ถ้านักลงทุน ไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ แบบที่ว่าข้างบนนี่ล่ะก็ มันก็จะมีองค์กรใหญ่ๆ บางแห่งที่มันเสือกประหยัดก่อน ด้วยการลดต้นทุน ไม่ขึ้นเงินเดือนเท่าที่ควร ลดสวัสดิการ และอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง หรือ ไม่สามารถบริโภคได้เท่าเดิม จากนั้น ประชาชนก็จะเริ่มลดการบริโภค ไปเลือกสิ่งที่ถูกลง เคยนั่งแต่ Taxi ก็ไปนั่ง รถเมล์ เคยกินอาหารหรูๆ ก็ทำอาหารกินเอง เงินที่หมุนเวียนในตลาดก็ลดลง เมื่อมันมีเหตุแบบนี้ ผู้ที่ผลิตสินค้าต่างๆ บางรายก็จะสภาพ ยอดขายลดลง ก็เริ่มไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ ก็ต้องหาวิธีลดต้นทุน กลับสู่วงจรอุบาท เดิมที่ว่ามา เพราะพอทุกฝ่ายเริ่มชะลอตัว งดลงทุน เริ่มลดต้นทุน มันก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ ทั้งที่ราคาสินค้าพื้นฐานไม่ได้ลดลงด้วย เพราะมันคือสินค้าพื้นฐาน ลดไม่ได้แล้วจนเข้าสู่ยุคแห่งความอดอยาก เสื่อมถอย ของเศรษฐกิจ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าท่านเชื่อในทฤษฎีที่ผมพ่นอยู่นี่ ก็จะเห็นอยู่ชัดๆว่า ประชาชนจะอยู่ดีกินดี หรือจะอดอยาก มันขึ้นกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นแค่กระแสการเชื่อมั่นในการลงทุน
ทีนี้กลับมาถามกันหน่อย ไอ้ที่ม๊อปกู้ชาติทำอยู่เนี่ย
มันจะทำให้ประเทศมีโอกาสบริหารเศรษฐกิจ วัดดูว่ายั่งยืนได้แค่ไหน
หรือมันจะทำให้ เกิด Recession กันแน่
เบื่อสนธิจริงๆ
------------------------- ข้อความข้างล่างถูกต่อเติมมาทีหลัง ------------------------
ณ.เวลาที่แก้ไข blog entry นี้ในส่วนที่ท่านกำลังอ่านกันอยู่ เวป manager.co.th ได้เปลี่ยนคำที่บอกว่าถอดจากพระราชดำรัส จากคำว่า เราจึงต้องกู้ชาติ เป็นคำว่า จึงต้องเรียกว่ากู้ชาติไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีึคน capture ไว้อีกมาก หวังว่าเรื่องนี้จะไม่หายไปกับสายลม ขอให้เราร่วมมือกัน หยุดสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสายนี้กัน
-------------------------------------------------------------------------------
ผมคิดว่าถ้าไม่มีสนธิหรือพวกม๊อปพันธมิตร สิ่งที่จะเกิดคือ bubble
แล้วก็ขึ้นกับฝีมือรัฐบาลว่า จะชะลอ bubble และสร้าง พื้นฐานของเศรษฐกิจ ตามได้ทันไหม
แต่ในเมื่อม๊อปที่ว่ากู้ชาติ ๆ มันยังไม่เลิกดังนี้ ถ้าส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน
ในภาคเอกชนเมื่อไหร่ Recession มาแน่นอน แล้วมันจะเลวร้ายกว่า Bubble เยอะ
เพราะ Bubble คนที่จะซวย ก็คือคนที่ทะลึ่งเล่นหุ้น เล่น อสังหา ตามกระแส ทำอะไรเกินตัว
ก็ควรจะโดนกันบ้าง
แต่ Recession period นี่ โดนกันทุกคนถ้วนหน้า แล้วโดนกัน ยาวๆด้วยนะครับท่าน
ที่นี้ Bubble กับ Recession period คืออะไร อธิบายง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำมันแพงขึ้นทุกวันนี้
มันทำให้ต้นทุนการขนส่ง การเดินทาง และอื่นๆ แพงขึ้น แม้จะไม่มาก
ผู้ผลิตวัตถุดิบ ย่อมทำการผลักภาระให้ผู้อื่นด้วยการขึ้นราคาสินค้าของตนเอง
จากนั้น ผู้ที่รับวัตถุดิบในราคาที่สูงขึ้นไปผลิตสินค้าและบริการ ก็ผลักภาระให้ผู้บริโภคอีกที ด้วยการขึ้นราคา ผู้บริโภค ก็บริโภคสินค้าที่แพงขึ้น ที่นี้ ก็มาุถึงจุดเปลี่ยน ถ้าความมั่นใจทางเศรษฐกิจมีสูง ประชาชนก็จะยังมีโอกาสได้รายได้มากขึ้น เพราะภาคเอกชน เห็นว่าเศรษฐกิจ ยังจะโต ก็ยังคงมีการขยับฐานเงินเดืิอนให้พนักงาน เงินเดือนมากขึ้น ก็บริโภคได้ดังเดิม หรือถ้าเติบโตทางการงาน ก็บริโภคได้มากกว่าเดิม
เป็นวัฐจักร ถ้าคนมั่นใจมากๆ เงินที่หมุนในระบบ ก็จะโตเอาๆ สินค้าหรูหราก็ขายดี หมุนวนไปเรื่อยๆ ขึ้นกับฝีมือรัฐ ว่าจะจัดการให้ยั่งยืนได้ไหม หรือจะล่มสลายสบู่แตกโพละ
พอมันแตก พวกอะไรที่แพงเกินเหตุ ก็จะกลับสู่ความเป็นจริง วัตถุดิบอะไรที่เคยขายกันแพงเวอร์ ก็ลดกลับมาสู่ราคาที่เป็นจริง ทุกคนตื่นจากฝัน แล้ว
ทำมาหากินกันต่อไปอะไรที่เคยบริืโภคเกินตัวก็กลับมาบริโภคสิ่งที่สมควร ทำงานทำการ จนเศรษฐกิจไปถึงทางแยกอีกครั้ง
แต่ทีนี้กลับกัน ถ้านักลงทุน ไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ แบบที่ว่าข้างบนนี่ล่ะก็ มันก็จะมีองค์กรใหญ่ๆ บางแห่งที่มันเสือกประหยัดก่อน ด้วยการลดต้นทุน ไม่ขึ้นเงินเดือนเท่าที่ควร ลดสวัสดิการ และอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ยากจนลง หรือ ไม่สามารถบริโภคได้เท่าเดิม จากนั้น ประชาชนก็จะเริ่มลดการบริโภค ไปเลือกสิ่งที่ถูกลง เคยนั่งแต่ Taxi ก็ไปนั่ง รถเมล์ เคยกินอาหารหรูๆ ก็ทำอาหารกินเอง เงินที่หมุนเวียนในตลาดก็ลดลง เมื่อมันมีเหตุแบบนี้ ผู้ที่ผลิตสินค้าต่างๆ บางรายก็จะสภาพ ยอดขายลดลง ก็เริ่มไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ ก็ต้องหาวิธีลดต้นทุน กลับสู่วงจรอุบาท เดิมที่ว่ามา เพราะพอทุกฝ่ายเริ่มชะลอตัว งดลงทุน เริ่มลดต้นทุน มันก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ ทั้งที่ราคาสินค้าพื้นฐานไม่ได้ลดลงด้วย เพราะมันคือสินค้าพื้นฐาน ลดไม่ได้แล้วจนเข้าสู่ยุคแห่งความอดอยาก เสื่อมถอย ของเศรษฐกิจ
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถ้าท่านเชื่อในทฤษฎีที่ผมพ่นอยู่นี่ ก็จะเห็นอยู่ชัดๆว่า ประชาชนจะอยู่ดีกินดี หรือจะอดอยาก มันขึ้นกับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นแค่กระแสการเชื่อมั่นในการลงทุน
ทีนี้กลับมาถามกันหน่อย ไอ้ที่ม๊อปกู้ชาติทำอยู่เนี่ย
มันจะทำให้ประเทศมีโอกาสบริหารเศรษฐกิจ วัดดูว่ายั่งยืนได้แค่ไหน
หรือมันจะทำให้ เกิด Recession กันแน่
เบื่อสนธิจริงๆ
------------------------- ข้อความข้างล่างถูกต่อเติมมาทีหลัง ------------------------
ณ.เวลาที่แก้ไข blog entry นี้ในส่วนที่ท่านกำลังอ่านกันอยู่ เวป manager.co.th ได้เปลี่ยนคำที่บอกว่าถอดจากพระราชดำรัส จากคำว่า เราจึงต้องกู้ชาติ เป็นคำว่า จึงต้องเรียกว่ากู้ชาติไปเรียบร้อยแล้ว แต่มีึคน capture ไว้อีกมาก หวังว่าเรื่องนี้จะไม่หายไปกับสายลม ขอให้เราร่วมมือกัน หยุดสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสายนี้กัน
-------------------------------------------------------------------------------
edit @ 2006/04/26 01:34:33
edit @ 22 Mar 2008 17:02:07 by angelsong

ตอนนี้ม๊อปนี่ก็ช่างพูดจริง ปากก็ชอบพูดรัฐบาลบิดเบือนๆ แล้วไม่เคยจะมองตัวเองเลยว่าดีแค่ไหน ขนาดพระราชดำรัสยังเอามาบิดเบือนได้แบบนี้
#1 By K.W.E. (210.203.175.246 /210.203.186.247) on 2006-04-26 01:11