สื่อไทย, คนไทยกับสื่อ, บุหรี่กับเซเว่น
posted on 15 Feb 2006 14:28 by angelsong
ไม่มีอะไรมาก แค่ช่วงที่ผ่านมาไม่อยากจะเขียนเรื่องนี้เร็วเกินไปนัก ได้ฤกษ์ซะทีระหว่างรอประชุม
ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...
ข้าราชการคนหนึ่้ง เป็น NGO อยากได้หน้า จึงออกหนังสือ เป็น "จดหมายส่วนตัว" เพื่อ "ขอความร่วมมือ" ไปยังร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านจำหน่ายบุหรี่ทั่วไป เนื้อความแจ้งว่า "ขอให้นำบุหรี่ลงจากชั้นวาง" และมีอีกย่อหน้าบอกว่า "การโฆษณาบุหรี่ ผิดกฎหมาย" อันที่จริงแล้ว ทั้งสองย่อหน้าไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ย่อหน้าที่กล่าวถึงอันแรก เป็นการขอให้เอาบุหรี่ลงมา อย่าเอามาวางให้คนเห็น ย่อหน้าที่สอง เป็นการลอกความแบบ กำปั้นทุบดินจากประมวลกฎหมาย ซึ่งเป็นไปเช่นนั้นแน่นอน
สุดท้ายของจดหมาย เป็นการลงชื่อ พร้อมตำแหน่งในกรมหนึ่ง ซึ่งสังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง และทุกอย่างก็ดูจะไม่มีอะไร ถ้าทุกคนเชื่อฟังและเอาบุหรี่ลงมา
หากแต่ ...
1> การขอความร่วมมือนั้น เป็น "จดหมายส่วนตัว" ไม่ใช่ "ประกาศกระทรวง" และจดหมายนั้น ไม่มีผลใดๆ ตามกฏหมายจะใช้บังคับใครได้เลย การที่สื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างห่วย ในการตีความว่าจดหมายนั้นเป็นจดหมายที่ออกโดยกระทรวง เป็นการทำผิดต่อวิชาชีพ อย่างร้ายแรง เพราะนำเสนอข้อมูลที่ไม่ได้กลั่นกรองว่าจริงเท็จ
2> การโฆษณาบุหรี่ผิดกฏหมายจริงๆ แต่การวางแผงบุหรี่ในร้านค้า "ไม่ใช่การโฆษณา" ซึ่งประกาศไว้ชัดเจนในประมวลกฏหมาย การเขียนข้อความดังกล่าวในจดหมาย ถือได้ว่าหลอกลวงและข่มขู่ เป็นการใช้อำนาจในทางผิด
3> การนำบุหรี่ลงจากชั้นนั้น ผิดกฏหมายและข้อบังคับหลายข้อ ได้แก่ ประกาศกระทรวงพานิชย์ ข้อกำหนด ของ คุ้มครองผู้บริโภค และอื่นๆ ที่กำหนดให้แสดงสินค้าพร้อมราคา่ให้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพิจารณา, ต้องแสดงตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดเพื่อป้องกันสินค้าปลอม, อื่นๆ ... สิ่งเหล่านี้ สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้ง ข้าราชการที่อยากได้หน้าไม่เคยเอ่ยถึง และไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อร้านค้่าต่างๆ หากถูกเปรียบเทียบปรับในกรณีเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น 7-eleven ที่มี 3300 สาขา ถ้าถูกปรับ วันละั 20,000 บาทต่อสาขา เป็นเงิน 66 ล้านบาท ต่อวัน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าปรับที่เกิดจากการไม่แสดงสินค้าที่ขายให้ประชาชนดู
4> ทำไมคนไทยจึงคล้อยตามสื่อได้ง่ายดาย ขาดการไตร่ตรองเหตุผล ว่าทำไมองค์กรแห่งหนึ่ง ต้องต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ไม่พิจารณา หาข้อมูล ข้อเท็จจริงว่า ทำไมจึงต้องต่อสู้ แต่เห็นสื่อว่า ก็ว่าไปตามสื่อ รุมประณามกับเขาด้วย
5> ทำไม ข้าราชการคนดังกล่าว ถึงใช้การลงชื่อในจดหมายส่วนตัว พร้อมลงตำแหน่งหน้าที่การงานไว้ด้วย ทั้งที่เป็นจดหมายขอความร่วมมือส่วนตัว
การทำเช่นนี้ เป็นการแอบอ้างอำนาจรัฐ และำพยายามให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า จดหมา่ยดังกล่าว เป็นจดหมายทางการของกระทรวง ทั้งที่หน่วยงานที่ตนเองทำงานอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด สมควรถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
6> ยังดีที่ รมต ของกระทรวงดังกล่าว ได้ออกมารับผิดชอบ และรับประกันการเอาบุหรี่ลง ของห้างร้านต่างๆในเวลานี้ ว่าทางกระทรวงจะเคลียร์กับกระทรวงพานิชย์ และ สคบ ให้ จนกว่าเรื่องจะจบ แต่หากเปลี่ยน รมต. แล้วคนใหม่ไม่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ร้านค้าต่างๆ โดนจับ ปรับ ก็เป็นเรื่อง ข่มเหงประชาชนมากมายแล้ว
ที่เขียนมานี่ก็ไม่มีอะไร เพราะก่อนหน้านี้ ถ้าเขียนถึง จะมีคนมาบ่นกระปอดกระแปด ว่าเชียร์เซเว่น แต่ผมว่า ความจริงควรเขียนให้เห็น ก็เชื่อว่าเป็นเวลาที่สมควร ตามที่ กฤษฎีกา ตีความมาสองรอบแล้วว่า การเอาบุหรี่ลงนั้น ผิดกฎหมาย ก็ถือโอกาสนี้เขียนเอาไว้เตือนใจซะหน่อยกับความเฮงซวยของ สื่อไืทย และข้าราชการบางคน
ผมมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง...
ข้าราชการคนหนึ่้ง เป็น NGO อยากได้หน้า จึงออกหนังสือ เป็น "จดหมายส่วนตัว" เพื่อ "ขอความร่วมมือ" ไปยังร้านค้าสะดวกซื้อ และร้านจำหน่ายบุหรี่ทั่วไป เนื้อความแจ้งว่า "ขอให้นำบุหรี่ลงจากชั้นวาง" และมีอีกย่อหน้าบอกว่า "การโฆษณาบุหรี่ ผิดกฎหมาย" อันที่จริงแล้ว ทั้งสองย่อหน้าไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ย่อหน้าที่กล่าวถึงอันแรก เป็นการขอให้เอาบุหรี่ลงมา อย่าเอามาวางให้คนเห็น ย่อหน้าที่สอง เป็นการลอกความแบบ กำปั้นทุบดินจากประมวลกฎหมาย ซึ่งเป็นไปเช่นนั้นแน่นอน
สุดท้ายของจดหมาย เป็นการลงชื่อ พร้อมตำแหน่งในกรมหนึ่ง ซึ่งสังกัดกระทรวงแห่งหนึ่ง และทุกอย่างก็ดูจะไม่มีอะไร ถ้าทุกคนเชื่อฟังและเอาบุหรี่ลงมา
หากแต่ ...
1> การขอความร่วมมือนั้น เป็น "จดหมายส่วนตัว" ไม่ใช่ "ประกาศกระทรวง" และจดหมายนั้น ไม่มีผลใดๆ ตามกฏหมายจะใช้บังคับใครได้เลย การที่สื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างห่วย ในการตีความว่าจดหมายนั้นเป็นจดหมายที่ออกโดยกระทรวง เป็นการทำผิดต่อวิชาชีพ อย่างร้ายแรง เพราะนำเสนอข้อมูลที่ไม่ได้กลั่นกรองว่าจริงเท็จ
2> การโฆษณาบุหรี่ผิดกฏหมายจริงๆ แต่การวางแผงบุหรี่ในร้านค้า "ไม่ใช่การโฆษณา" ซึ่งประกาศไว้ชัดเจนในประมวลกฏหมาย การเขียนข้อความดังกล่าวในจดหมาย ถือได้ว่าหลอกลวงและข่มขู่ เป็นการใช้อำนาจในทางผิด
3> การนำบุหรี่ลงจากชั้นนั้น ผิดกฏหมายและข้อบังคับหลายข้อ ได้แก่ ประกาศกระทรวงพานิชย์ ข้อกำหนด ของ คุ้มครองผู้บริโภค และอื่นๆ ที่กำหนดให้แสดงสินค้าพร้อมราคา่ให้แก่ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าพิจารณา, ต้องแสดงตัวอย่างให้เห็นเด่นชัดเพื่อป้องกันสินค้าปลอม, อื่นๆ ... สิ่งเหล่านี้ สื่อที่ไร้ความรับผิดชอบ รวมทั้ง ข้าราชการที่อยากได้หน้าไม่เคยเอ่ยถึง และไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อร้านค้่าต่างๆ หากถูกเปรียบเทียบปรับในกรณีเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่น 7-eleven ที่มี 3300 สาขา ถ้าถูกปรับ วันละั 20,000 บาทต่อสาขา เป็นเงิน 66 ล้านบาท ต่อวัน ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าปรับที่เกิดจากการไม่แสดงสินค้าที่ขายให้ประชาชนดู
4> ทำไมคนไทยจึงคล้อยตามสื่อได้ง่ายดาย ขาดการไตร่ตรองเหตุผล ว่าทำไมองค์กรแห่งหนึ่ง ต้องต่อสู้กับหน่วยงานรัฐ ไม่พิจารณา หาข้อมูล ข้อเท็จจริงว่า ทำไมจึงต้องต่อสู้ แต่เห็นสื่อว่า ก็ว่าไปตามสื่อ รุมประณามกับเขาด้วย
5> ทำไม ข้าราชการคนดังกล่าว ถึงใช้การลงชื่อในจดหมายส่วนตัว พร้อมลงตำแหน่งหน้าที่การงานไว้ด้วย ทั้งที่เป็นจดหมายขอความร่วมมือส่วนตัว
การทำเช่นนี้ เป็นการแอบอ้างอำนาจรัฐ และำพยายามให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า จดหมา่ยดังกล่าว เป็นจดหมายทางการของกระทรวง ทั้งที่หน่วยงานที่ตนเองทำงานอยู่ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด สมควรถูกฟ้องร้องต่อศาลปกครอง
6> ยังดีที่ รมต ของกระทรวงดังกล่าว ได้ออกมารับผิดชอบ และรับประกันการเอาบุหรี่ลง ของห้างร้านต่างๆในเวลานี้ ว่าทางกระทรวงจะเคลียร์กับกระทรวงพานิชย์ และ สคบ ให้ จนกว่าเรื่องจะจบ แต่หากเปลี่ยน รมต. แล้วคนใหม่ไม่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว ร้านค้าต่างๆ โดนจับ ปรับ ก็เป็นเรื่อง ข่มเหงประชาชนมากมายแล้ว
ที่เขียนมานี่ก็ไม่มีอะไร เพราะก่อนหน้านี้ ถ้าเขียนถึง จะมีคนมาบ่นกระปอดกระแปด ว่าเชียร์เซเว่น แต่ผมว่า ความจริงควรเขียนให้เห็น ก็เชื่อว่าเป็นเวลาที่สมควร ตามที่ กฤษฎีกา ตีความมาสองรอบแล้วว่า การเอาบุหรี่ลงนั้น ผิดกฎหมาย ก็ถือโอกาสนี้เขียนเอาไว้เตือนใจซะหน่อยกับความเฮงซวยของ สื่อไืทย และข้าราชการบางคน
#1 By Rico (210.246.72.215) on 2006-02-15 14:33